
เจรจาค่าต๋งพิลึก แบงก์ไม่ได้...ไม่เสีย
หากนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ข้อสรุปการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมบริการทางการเงินให้เหมาะสมกับสมาคมธนาคารไทยได้ ก็ต้อง“ยกนิ้ว” ให้
หากนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ข้อสรุปการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมบริการทางการเงินให้เหมาะสมกับสมาคมธนาคารไทยได้ ก็ต้อง“ยกนิ้ว” ให้
โดย...ทีมข่าวการเงิน
หากนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ข้อสรุปการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมบริการทางการเงินให้เหมาะสมกับสมาคมธนาคารไทยได้ ก็ต้อง“ยกนิ้ว” ให้
เพราะรู้กันอยู่ว่าบรรดานายแบงก์ได้รับฉายา “เขี้ยวลากดิน” ไม่ปล่อยให้ใครตีกินได้ง่ายๆ
ยิ่งจะมาหั่นรายได้จากค่าต๋งที่เคยเป็นกอบเป็นกำถึง 1 หมื่นล้านบาท ด้วยแล้ว ก็คงไม่มีใครยอมแบบว่านอนสอนง่าย
โดยสูตรการเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ที่ ธปท. และนายแบงก์เจรจากันล่าสุด อยู่ที่การคิดค่าธรรมเนียมข้ามเขต ที่ ธปท.เห็นว่าไม่ควรเก็บแล้วใน 3 เรื่อง...
เรื่องแรก ค่าธรรมเนียมการถอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม “ข้ามธนาคาร” ซึ่งปัจจุบันธนาคารคิดค่าบริการกับลูกค้าในต่างจังหวัดเฉลี่ยที่ 10-20 บาทต่อรายการ และคิดค่าบริการกับลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลแบบฟรี 4 ครั้ง ครั้งที่ 5 คิดรายการละ 5 บาท
โดยเปลี่ยนใหม่เป็นคิดอัตราการกดเงินสดผ่านตู้เอทีเอ็มข้ามธนาคารอัตราเดียวทั่วประเทศที่ 10 บาท
แม้จะยังไม่แน่ว่าจะคิด 10 บาทต่อรายการตั้งแต่การกดครั้งแรกทันที หรือเปิดโอกาสให้กดฟรี 4 ครั้งเหมือนเดิม แล้วครั้งที่ 5 ค่อยคิด 10 บาทต่อรายการ ก็ถือว่าเรื่องนี้ดี มีประโยชน์ต่อลูกค้าในต่างจังหวัด
แต่ก็ทำให้ลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเสียประโยชน์ที่เคยได้ไปมากโขอยู่!!
เรื่องที่สอง การเบิกถอนเงินข้ามเขตแม้จะเป็นธนาคารเดียวกัน ที่ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์จะคิดค่าบริการขั้นต่ำเฉลี่ยอยู่ที่ 20-25 บาทต่อรายการ โดยคิดค่าบริการตามวงเงิน คือ หมื่นละ 10 บาท บวกค่าคู่สาย 10 บาท หรือหมื่นละ 15 บาท บวกค่าคู่สาย 10 บาท เป็นต้น
ให้เปลี่ยนใหม่เป็นคิดค่าบริการอัตราเดียวที่ 20 บาทต่อรายการ โดยยังอยู่ระหว่างการต่อรองว่าจะคิด 20 บาททันทีตั้งแต่รายการแรก หรือจะเปิดให้ฟรีในหมื่นบาทแรกก่อน จากนั้นในครั้งต่อไปจึงจะคิดค่าบริการอัตราเดียวที่ 20 บาทต่อรายการ
และเรื่องที่สาม การโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มข้ามเขต แม้จะเป็นธนาคารเดียวกัน เช่น โอนเงินจากบัญชีต้นทางที่กรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ปัจจุบันคิดค่าบริการขั้นต่ำเฉลี่ย 20-35 บาทต่อรายการ โดยคิดค่าบริการหมื่นละ 10-15 บาท บวกค่าคู่สาย 10 บาท สูงสุดตามวงเงิน ให้เปลี่ยนใหม่เป็นคิดอัตราเดียวที่ 15 บาทต่อรายการ โดยอาจจะให้ฟรีในรายการแรกของแต่ละเดือนก่อน
เมื่อพิจารณาจากผลการเจรจาทั้ง 3 ข้อดังกล่าว ถือว่าการทำหน้าที่ของนางธาริษา ผู้ว่าการ ธปท. ในข้อที่ 2 และ 3 ได้รับเสียงปรบมือและช่อดอกไม้จากประชาชนผู้บริโภค
เพราะถึงการคิดค่าธรรมเนียมข้ามเขตที่ ธปท.เคยตั้งเป้าว่าจะต้องลดให้เป็น 0% เนื่องจากปัจจุบันโลกไปไกลแล้ว เทคโนโลยีทันสมัย ธนาคารพาณิชย์ผู้ให้บริการไม่ควรนำเรื่องธุรกรรมข้ามเขตมาเป็นข้ออ้างในการคิดค่าบริการกับผู้บริโภค เพราะไม่เป็นธรรม
เนื่องจากธุรกรรมที่ผ่านระบบออนไลน์ทุกประเภทมีต้นทุนไม่ต่างกันเลย ไม่ว่าอยู่แห่งหนตำบลใดทั่วประเทศ
แต่อย่างน้อย ผู้ว่าการ ธปท. ก็ยังสามารถเจรจาให้ธนาคารพาณิชย์ลดค่าธรรมเนียมที่เคยสูงอยู่ในปัจจุบันให้ลดต่ำลงเหลืออัตราเดียวทั่วประเทศ ทำให้การทำธุรกรรมการเงิน เบิก ถอน โอน ของประชาชนข้ามเขตถูกลง
เรียกว่าเป็นผลงานก่อนหมดวาระก็พอได้อยู่ เพราะประชาชนผู้บริโภคได้ประโยชน์แบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ
แต่ที่ยังติดขัด คือ ส่วนของข้อตกลงการเจรจาข้อแรก ดูเหมือนจะเป็นปัญหาใน 2 มิติ
คือ ปัญหาระหว่างกลุ่มลูกค้าที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล กับลูกค้าในต่างจังหวัด โดยข้อเจรจานี้น่าจะถือว่า ธปท.ล้มเหลวในการดูแลผลประโยชน์ให้ประชาชนผู้บริโภค
เพราะถึงแม้จะทำให้ลูกค้าในต่างจังหวัดจ่ายค่าบริการถูกลง แต่ก็ไม่สามารถรักษาผลประโยชน์ของลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่เคยได้ประโยชน์จากการใช้บริการฟรีได้ 4 ครั้ง และครั้งที่ 5 ค่อยจ่ายรายการละ 5 บาท ซึ่งถูกกว่าข้อเจรจาที่ ธปท.ทำไว้ที่ 10 บาทต่อรายการทั่วประเทศ
ผลการเจรจาหากเป็นตามนี้จริง ถือว่า ธปท.ทำให้ลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเสียประโยชน์มหาศาล ตรงข้ามกับแบงก์ยังแทบจะไม่สูญเสียอะไรเลยด้วยซ้ำ
เนื่องจากธุรกรรมการใช้บริการ ฝาก ถอน โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มเกือบ 80-90% เกิดขึ้นจากลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลทั้งสิ้น เท่ากับว่าเป็นการแชร์ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในต่างจังหวัดมาให้กับคนกรุงเทพฯ และปริมณฑลแทน
อาจจะทำให้ความหวังที่จะสร้างเกียรติประวัติก่อนเกษียณ ในฐานะผู้ว่าการ ธปท.หญิงคนแรกของประเทศไทยให้การเจรจาเรื่องค่าธรรมเนียมเป็นผลงานชิ้นโบแดง สุดท้ายอาจจะ “พลิกล็อก” กลายเป็นผลงานชิ้นโบดำในสายตาประชาชนผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ก็ได้
และแทนที่จะได้เกษียณแบบได้ดอกไม้ ก็จะได้ก้อนอิฐและเสียงก่นด่าของลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลแทน!!
อย่างไรก็ตาม การเจรจาครั้งนี้ยังไม่ชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ จนกว่าจะได้รับการยืนยันจากนางธาริษา หรือ นายชาติศิริ โสภณพนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย อย่างเป็นทางการ รวมถึงกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติตามแนวทางการเจรจาครั้งนี้ให้ชัดเจนอีกครั้งว่าจะลดค่าธรรมเนียมได้ช่วงใด
แต่ถ้า ธปท.รับข้อเสนอตามแนวทางของผลการเจรจาในข้อแรกดังนี้ ถือว่าเป็นการเจรจาที่พิลึกพิลั่นพอสมควร
ทั้งที่การเจรจาครั้งนี้ นางธาริษา ควบหน้าที่ไปใน 2 ฐานะ ไม่ว่าจะในฐานะที่สวมหมวกเป็นผู้ว่าการ ธปท. ที่ต้องกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินให้ปฏิบัติตามแนวทางของธนาคารกลาง และฐานะที่สวมหมวกเป็นประธานคณะกรรมการระบบชำระเงินแห่งชาติ (กรช.) ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของประชาชน และพัฒนาระบบชำระเงินให้ทันสมัยทัดเทียมกับต่างประเทศ
ผลอาจกลับกลายเป็นว่ารักษาผลประโยชน์ของประชาชนเอาไว้ไม่ได้เสียอย่างนั้น
น่าเสียดายถ้า ธปท.จะตกลงประกาศใช้หลักเกณฑ์การคิดค่าธรรมเนียมการบริการไปตามนี้ โดยยึดเพียงหลักแค่ว่าต้องเร่งสร้างผลงานให้ตัวเองก่อนหมดวาระในอีกไม่กี่วัน
ทั้งที่ควรมีการต่อยอดเจรจาเพิ่มเติมกับธนาคารพาณิชย์เพื่อรักษาผลประโยชน์ที่ประชาชนควรได้ต่อไปอย่างดีที่สุด
ความเหลื่อมล้ำทางการเงินเหล่านี้ยังเป็นปัญหาที่ควรเสนอให้ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ มาสานต่อ เนื่องจากนโยบายของ ธปท.ที่ตั้งไว้ในเรื่องการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมและเป็นธรรมยังไม่บรรลุผล
รวมทั้ง นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ที่ต้องเป็นแรงหนุนให้ ธปท.เจรจากับนายแบงก์แบบมีแต้มต่อ ไม่ใช่การลอยแพ
ที่สุดแล้วการเจรจาปรับลดค่าธรรมเนียมบริการการเงินจะออกมาในรูปแบบไหน เริ่มปฏิบัติจริงได้เมื่อไร ยังเป็นเรื่องที่ประชาชนทุกคนควรจับตาดูอย่างตาไม่กะพริบ!!!







