
มาตรการเป้ดง่อยสู้บาทแข็ง
ค่าเงินบาทแข็งค่ากลายเป็นเรื่อง “หวานอมขมกลืน” ของเศรษฐกิจไทยไปเสียแล้ว หลังจากที่ค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มส่งผลกระทบกับการส่งออก
ค่าเงินบาทแข็งค่ากลายเป็นเรื่อง “หวานอมขมกลืน” ของเศรษฐกิจไทยไปเสียแล้ว หลังจากที่ค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มส่งผลกระทบกับการส่งออก
โดย...ทีมข่าวการเงิน
สุดท้ายผู้ส่งออก ทนไม่ไหวโดดร้องระงมให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ
นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันนี้ค่าเงินบาทแข็งค่า 1.8% สูงเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค รองจากจีนและมาเลเซีย
ดังนั้นเห็นได้ว่าค่าเงินที่แข็งขึ้นเป็นปัญหาของทุกประเทศในภูมิภาค ไม่ใช่ประเทศไทยเพียงประเทศที่ต้องเจอกับปัญหา และต้องดิ้นหาทางอยู่รอด
ค่าเงินในภูมิภาคที่แข็งขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทของไทย เกิดจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับการฟื้นตัวของ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ อย่างสหรัฐหรือยุโรป
เอเชียกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินทุนให้ไหลบ่าเข้ามา รวมถึงประเทศไทย
การไหลเข้ามาของเงินทุนมีทั้งเงินเย็นและเงินร้อนเก็งกำไร จากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทย ที่สูงกว่าในสหรัฐและยุโรปถึง 2% รวมถึงการเก็งกำไรจากค่าเงินที่ผันผวนไปมา
ปัญหาที่เกิดขึ้น รัฐบาลทั้ง กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ดูแลค่าเงินบาท รู้อยู่เต็มอก มีการเข้าแทรกแซงโดยซื้อเงินเหรียญสหรัฐและขายบาท เพื่อชะลอการแข็งค่า
จนยอดทุนสำรองสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือใกล้จะ 5 ล้านล้านบาทแล้ว ซึ่งกูรูทางการเงินเตือนว่า การต้านทานเงินทุนไหลเข้า เป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายต่อความเสียหายในอนาคต
การที่ ธปท.ไล่ซื้อเงินเหรียญสหรัฐ ขายเงินบาทอยู่ข้างเดียว ก็เป็นการฆ่าตัวตาย เหมือนเป็นการซื้อของที่ด้อยค่าเก็บไว้ในโกดัง ผลสุดท้ายก็จะขาดทุนจนไม่เหลืออะไร
ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างพี่เบิ้มของเอเชียอย่างญี่ปุ่น ที่พยายามเข้าแทรกแซงเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น แต่ก็ทำได้เพียงช่วงสั้น ไม่สามารถสวนกระแส และค่าเงินเยนก็ยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อไป
ส่วนมาตรการอื่นที่ ธปท.พยายามไล่เรียงออกมา ก็ต้องบอกว่าเป็นมาตรการที่ลดการไหลของสายน้ำที่เชี่ยวให้อ่อนแรงลงได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถทำให้น้ำหยุดนิ่งได้
ดังนั้นมาตรการแก้ไขค่าเงินบาทแข็งค่า ที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ลงนามไฟเขียวตามที่ ธปท.เสนอมา 5 มาตรการ ประกอบด้วย
1.ผ่อนคลายให้นิติบุคคลลงทุนหรือให้กู้ยืมแก่กิจการในเครือได้ไม่จำกัดจำนวน
2.อนุญาตให้นิติบุคคลให้กู้ยืมแก่กิจการที่ไม่ใช่กิจการในเครือได้เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้นไม่เกินปีละ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ
3.เพิ่มวงเงินที่นิติบุคคลหรือบุคคลโอนออกไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ จากเดิมที่จำกัดไว้ที่ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 10 ล้านเหรียญสหรัฐ
4.ให้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดามีความคล่องตัวในการฝากเงินสกุลเงินตราต่างประเทศไว้กับสถาบันการเงินในประเทศ ให้มียอดเงินคงค้างในบัญชีได้สูงถึง 5 แสนเหรียญสหรัฐ
5.ขยายวงเงินค่าสินค้าส่งออกที่ไม่จำเป็นต้องนำกลับมาในประเทศเพิ่มขึ้นจาก ณ ปัจจุบัน 2 หมื่นเหรียญสหรัฐ เป็น 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ
มาตรการทั้งหมดก็ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” ที่จะทำให้ค่าเงินบาทเด้งกลับข้าง อ่อนค่าลงในเพียงชั่วข้ามคืน เพราะมาตรการที่ออกมาเป็นการเพิ่มช่องระบายเงินออกประเทศ ลดแรงกดดันเงินที่ไหลเข้าจำนวนมาก
มาตรการที่ออกมาถือเป็นเรื่องระยะยาวถึงจะออกผล เพราะการนำเงินไปลงทุนต่างประเทศก็มีความเสี่ยงทำให้นักลงทุนต้องคิดหนัก เช่น การนำไปซื้อสินทรัพย์ในต่างประเทศ ก็มีความเสี่ยงที่มองไม่เห็น
นายกรณ์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนค่า 4-5 ปี ที่ผ่านมา ช่วยให้ส่งออกขยายตัวได้ดี ทำให้ผู้ส่งออกเสพติดกับค่าเงินบาทที่อ่อน จนไม่อยากให้ค่าเงินบาทแข็ง
แต่ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการต้องรับความท้าทายค่าเงินบาทแข็งนับแต่นี้ไป เพราะ ธปท.ไม่สามารถสวนกระแสทิศทางของโลกได้
นับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนของ รมว.คลัง ว่าหมดยุคหอมหวานของค่าเงินบาทออกต่อไปอีกแล้ว และนี้เป็นโจทย์ท้าทายของผู้ประกอบการส่งออก ที่ต้องตั้งตัวและปรับตัวให้กับยุคของค่าเงินที่เปลี่ยนไป
การส่งสัญญาณนี้ เท่ากับเป็นการการันตีว่า รัฐบาล และ ธปท.จะไม่มีมาตรการ “ยาขม” ออกมา กระตุกเศรษฐกิจ เหมือนกับที่ ธปท.เคยออกมาตรการ 30% ป้องกันเงินทุนระยะสั้นไหลเข้าประเทศ จนทำให้นักลงทุนเทขายหุ้น จนดัชนีตกไปวันเดียว 108 จุด
ฝันร้ายดังกล่าวยังอยู่ในความทรงจำของรัฐบาล และ ธปท.ทำให้ไม่กล้าที่จะออกมาตรการแรงสวนกระแสมาทำลายบรรยากาศการลงทุนที่อยู่ในภาวะเริ่มสดใส ให้มืดจางลงเหมือนในอดีต
รวมถึงมาตรการภาษี ที่ภาคเอกชนหรือนักวิชาการเสนอกระทรวงการคลัง ให้เก็บภาษีเงินทุนไหลออกที่เข้ามาเก็งกำไรสนั่น แต่เมื่อดีดลูกคิดเห็นว่าได้ไม่คุ้มเสีย
ความกล้าๆ กลัวๆ ไม่ต้องการสวนกระแสของ ธปท.ทำให้นักวิชาการอย่าง นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี ออกมาสับเละการบริการอัตราแลกเปลี่ยนของ ธปท.อย่างหนักหนาสาหัส
ทั้งการดำเนินการล่าช้า มาตรการไม่เพียงพอ และยังมีการส่งสัญญาณจะขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ ทำให้เงินทุนไหลเข้ามาทำบาทแข็ง
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ธปท.ก็เริ่มตระหนักเสียงเตือนเสียงคัดค้านมากขึ้น ทำให้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือน ต.ค.นี้ น่าจะมีการคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม เพื่อลดแรงดูดเงินทุนไหลเข้า
แต่ทุกฝ่ายตระหนักว่า ไม่ว่าจะมีมาตรการใดๆ ออกมา ก็ไม่สามารถลดการแข็งค่าของเงินให้กลับไปหน้ามือเป็นหลังมือได้ ทุกอย่างก็เป็นการชะลอให้การแข็งค่าของเงินบาทให้ผู้ประกอบการมีโอกาสปรับตัวเท่านั้น
เพราะเมื่อดูจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจของสหรัฐ และยุโรป ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 ปี ที่จะฟื้นตัว หรือ หากเลวร้ายอาจต้องใช้เวลา 3-4 ปี ที่จะฟื้นตัวได้ นั้นก็หมายว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐก็ยังอ่อนค่าต่อไป ซึ่งค่าเงินบาทก็ต้องแข็งค่า และมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นค่าเงินบาทแข็งผ่าน 30 บาทต่อเหรียญาสหรัฐภายในปีนี้ หรือปีหน้า
นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ออกมาให้ความเห็นว่า ค่าเงินบาทแข็งไม่ได้เสียหาย เพราะมีทั้งดีและเสีย แม้แต่เครือซีพีที่เป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ก็ได้รับกระทบอย่างมาก
แต่อีกด้านหนึ่งเราก็เป็นผู้นำเข้า ก็ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเร่งนำเครื่องจักรอุปกรณ์เข้ามาพัฒนาการผลิต เป็นโอกาสของการลงทุนใหม่ ดังนั้นไม่จำเป็นว่าค่าเงินบาทต้องอ่อนค่าเสมอไป
เจ้าสัวซีพียังแนะรัฐบาลว่า ต้องดีดลูกคิดว่า ค่าเงินบาทอ่อน หรือค่าเงินบาทแข็ง ใครได้ประโยชน์มากกว่ากัน หากค่าเงินบาทแข็งได้ประโยชน์มากกว่า ก็ต้องปล่อยให้แข็ง และหามาตรการไปช่วยผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยกว่า
ดังจะเห็นว่า การเดินก้าวต่อก้าวของรัฐบาล และ ธปท.เลือกที่ยอมถูกแรงกดดันจากผู้ประกอบการส่งออก ว่า ที่ผ่านมาออกมาตรการ “เป็ดง่อย” ไม่สามารถช่วยผู้ประกอบการส่งออกได้อย่างเท่าที่ควรเป็น
เพราะรัฐบาล และ ธปท.ดีดลูกคิดแล้วว่า ไทยไม่สามารถสวนกระแสเข้าสู่ยุคค่าเงินบาทแข็งได้อีกต่อไป ตอนนี้ทำได้ที่สุด คือชะลอให้การแข็งค่าช้าที่สุด และเร่งให้ผู้ประกอบการปรับตัวมากที่สุด เพื่อที่ทุกคนจะได้รอดผ่านมรสุมไปได้
และในประวัติศาสตร์รอบ 4-5 ปี ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 35-40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และแข็งค่าขึ้นมาต่อเนื่อง ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ส่งออกล้มหายตายจาก และเศรษฐกิจล้มพัง
ในทางตรงข้าม ผู้ส่งออกยังขายสินค้าได้ขยายตัวดีเป็นประวัติการณ์ เศรษฐกิจก็ขยายตัวได้ดีแม้จะเกิดวิกฤตในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา
น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาล และ ธปท.มั่นใจว่า ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจของไทยพร้อมแล้วที่จะเข้าสู่ยุคค่าเงินบาทแข็ง หมดวันหอมหวาน ที่ค่าเงินบาทจะอ่อนสวนความเป็นจริงได้อีกต่อไป







