posttoday

ชำแหละอำนาจทีมปฏิรูป ‘สปช.-สปท.’ กลายพันธุ์

18 สิงหาคม 2560

นับตั้งแต่คสช. ทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2557 ได้ประกาศมาตลอดว่าการปฏิรูปประเทศจะเป็นวาระแห่งชาติที่ คสช.จะดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2557 ได้ประกาศมาตลอดว่าการปฏิรูปประเทศจะเป็นวาระแห่งชาติที่ คสช.จะดำเนินการให้ประสบความสำเร็จ

เหตุที่ คสช.ต้องตอกย้ำและให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศ เพราะเป็นวาระที่สังคมเรียกร้องให้มีการดำเนินการก่อนที่จะมีการรัฐประหาร ประกอบกับ คสช.เองต้องการสร้างผลงานเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าทำการรัฐประหารในลักษณะเสียของ เนื่องจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ถูกปรามาสว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทำให้ คสช.ตระหนักและไม่อยากเดินตามรอยทหารรุ่นพี่

จากปี 2557-2560 รวมเวลาประมาณ 3 ปี คสช.ได้ลงมือปฏิรูปประเทศมาแล้วจนถึงปัจจุบันจำนวน 3 ครั้งใหญ่

ครั้งที่ 1 การตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จำนวน 250 คน

ครั้งที่ 2 การตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จำนวน 200 คน

ครั้งที่ 3 การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเพิ่งประกาศรายชื่อจำนวน 120 คน ไปเมื่อไม่นานมานี้

รูปแบบที่ คสช.เอามาใช้นั้น ต่างกับที่คณะรัฐประหารดำเนินการไว้เมื่อปี 2549 อย่างสิ้นเชิง เพราะในครั้งนั้นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ไม่ได้ตั้งสภาที่ทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศเป็นการเฉพาะ แต่ดำเนินการปฏิรูปประเทศผ่านการออกแบบไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรทำหน้าที่ขับเคลื่อน

การออกแบบวิธีการปฏิรูปประเทศในปี 2549 ถูกตั้งคำถามมาตลอดว่าเดินมาถูกทางหรือไม่ เพราะเป็นการเอา หลักการสำคัญทุกอย่างไปไว้ในรัฐธรรมนูญ พร้อมกับไปกำหนดให้การจะทำให้หลักการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเกิดเป็นรูปธรรม จะต้องมีการออกกฎหมายลูกอีกหลายฉบับ จึงเท่ากับว่าหากไร้ซึ่งการออกกฎหมายลูกแล้ว สิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่อยู่ในรัฐธรรมนูญก็ย่อมไม่สามารถจับต้องได้

จากปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต จึงเป็นที่มาของการปฏิรูปประเทศในยุค คสช.ผ่านการใช้รูปแบบของ "สภา" ดังจะเห็นได้จากการมี สปช. และ สปท. จนมาถึงล่าสุดคือ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะ

หากดูพลวัตของการปฏิรูปประเทศภายใต้พิมพ์เขียวที่ คสช.ออกแบบไว้ตั้งแต่ สปช.จนมาถึงคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 คณะแล้ว จะเห็นได้ว่าแทบไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก

ด้านหนึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นแฝดคนละฝากันก็ว่าได้

อย่างในกรณีของ สปช. และ สปท. มีอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เหมือนกันชัดเจน คือ ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทําแนวทางและ ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่างๆ และเสนอต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการสามารถเสนอกฎหมายให้กับ สนช.ได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนปกติ

โดย สปช. และ สปท. จะมีความแตกต่างกันแค่เพียงอำนาจหน้าที่ในการให้คุณให้โทษต่อร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ สปช.มีอำนาจในการให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่ สปท.ไม่มีตรงนี้เหมือนกับ สปช.

พิจารณาในส่วนอำนาจหน้าที่ของ "คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ" ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แผนและ ขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 ก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน เพราะมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างไปจาก สปช. และ สปท.

ในส่วนที่มีความเหมือนกันคือ การเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอแนะต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องเกี่ยวกับ การดําเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ

ถึงถ้อยคำจะแตกต่างไปจากกรณีของ สปช. และ สปท. แต่ถ้าพิจารณาลงไปแล้วจะเห็นได้ว่าแทบไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าไรนัก

แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีบางบทบาทที่มีความแตกต่างกัน อย่างการให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศมีอำนาจหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นการให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศมีหน้าที่สอบถามไปยังหน่วยงานของรัฐว่าได้ดำเนินการสอดคล้องตามแผนการปฏิรูปประเทศหรือไม่

ถ้าหน่วยงานไหนละเลย ทางคณะกรรมการปฏิรูปประเทศสามารถเสนอเรื่องไปให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติทราบ และดำเนินการแก่หัวหน้าส่วนราชการนั้นได้ต่อไป

พิจารณาทั้ง สปช. สปท. และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ก็มีส่วนที่เหมือนและแตกต่างกันอยู่บ้าง แม้จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้างในเรื่องอำนาจการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ แต่ก็มีคำถามว่าการออกแบบให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศมีหน้าตาแบบนี้ เป็นการปฏิรูปประเทศที่ถูกทางหรือไม่

ทั้งนี้ เป็นเพราะหากรัฐบาลต้องการให้มีการติดตามตรวจสอบและประเมินผลเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศว่าสอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศหรือไม่ ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ เนื่องจากรัฐบาลในฐานะผู้คุมอำนาจฝ่ายบริหาร ย่อมสามารถพิจารณาให้คุณให้โทษแก่ส่วนราชการได้ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งองค์กรอื่นขึ้นมาอีก

ยิ่งไปกว่านั้น อีกไม่นานประเทศก็จะมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ที่มีอำนาจเทียบเคียงได้กับฝ่ายบริหารเข้ามาทำหน้าที่อีก เช่นนั้นน่าจะให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติทำหน้าที่ครูใหญ่คุมการปฏิรูปประเทศน่าจะเพียงพอ

ที่สุดแล้ว การมีคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ จึงไม่ต่างอะไรกับการที่ สปช. หรือ สปท. เพียงแค่เปลี่ยนจาก "สภา" มาเป็นในรูปของ "คณะกรรมการ" เท่านั้น

ข่าวล่าสุด

KTB กำไรปี 68 โต 4.5% แตะ 48,229 ล้าน บริหารคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุก