
แก้น้ำครบวงจร
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมออกมาตรา 44
การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมออกมาตรา 44 เพื่อยุบรวมหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ มารองรับการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ที่อยู่ระหว่างพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นั้น ถือเป็นแนวคิดที่ดีที่จะบริหารจัดการน้ำทั้งระบบให้ครบวงจร มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาปัญหาการจัดการลุ่มน้ำเป็นเรื่องที่มีประเด็นระโยงระยางที่ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินไปคนละทางบ้าง ทำงานซ้ำซ้อนกันบ้าง เพราะมีหน่วยงานที่บริหารงานเกี่ยวข้องกับน้ำเฉพาะด้านมากมาย ทำให้วิธีการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานไม่ประสานและไม่มีความต่อเนื่องกัน ดำเนินงานแบบแยกส่วน ไม่เป็นในลักษณะบูรณาการกัน ทั้งในเชิงนโยบายและเชิงสถาบันหรือองค์กรที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับปัญหาความต้องการน้ำและการจัดสรรน้ำ บางครั้งก็สับสนระหว่างการจัดหาหรือการพัฒนาทรัพยากรน้ำ และการอนุรักษ์แหล่งน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำ
ปัญหานี้นับเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะต้องหามาตรการรองรับปัญหาในอนาคต ทั้งในฐานะที่เป็นปัญหาระดับโลก ซึ่งทั่วโลกกำลังประสบปัญหาขาดเเคลนน้ำ ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของจำนวนประชากรโลกที่มีแต่จะเพิ่มขึ้น ภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นที่ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้ฤดูกาลผกผัน และระดับภูมิภาคที่ประสบปัญหาขาดน้ำในหน้าแล้ง แต่หน้าฝนกลับประสบปัญหาน้ำท่วม
แน่นอนว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้ จำเป็นต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีข้อมูลและองค์กรรองรับสำหรับการจัดการเฉพาะในแต่ละลุ่มน้ำ เพื่อให้มีการพิจารณาปัญหาต่างๆ ภายในลุ่มน้ำ ที่แก้ปัญหาได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างต่อเนื่อง มีการควบคุม การพัฒนา การใช้และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำร่วมกับทรัพยากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน การจัดการอย่างเป็นระบบภายในลุ่มน้ำที่มีความชัดเจนนี้ จะสามารถลดความขัดแย้งกรณีต่างๆ ได้
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาหลายเรื่องก็ยังวนเวียนอยู่กับวงจรเดิมๆ เพราะการจัดการทรัพยากรน้ำที่ผ่านมา เป็นการกำหนดนโยบายจากบนลงล่าง ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลหรือส่วนกลาง ใช้การเมืองเข้าไปจัดการปัญหา ส่วนใหญ่มาในรูปแบบการผลักดันให้มีการก่อสร้างโครงการต่างๆ ทั้งเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ระบบชลประทาน บางโครงการไม่ได้มีการศึกษาและวิเคราะห์ถึงความต้องการของประชาชนในระดับพื้นที่อย่างเข้าถึงปัญหา
หากพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ที่ผ่านมา ทำให้ได้ข้อสรุปว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำ ภาวะน้ำท่วมและอุทกภัย ปัญหาคุณภาพน้ำ ต่างมาจากปัญหาเรื่องการจัดการ การบริหารจัดการที่ผิดพลาด
ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะต้องเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่ประกาศจะมานั่งหัวโต๊ะเพื่อสร้างความนิยมชมชอบ แต่กลับมอบให้ฝ่ายราชการดำเนินการแทนเหมือนในอดีต ซึ่งท้ายสุดก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้
ขณะเดียวกันใน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฉบับใหม่ ควรพูดให้ชัดเรื่องของขอบข่ายการทำงานและงบประมาณของแต่ละหน่วยงาน ไม่อย่างนั้นการทำงานก็วนอยู่อย่างเดิม และไม่สามารถสั่งการในภาวะวิกฤตหรือเกิดอุทกภัยได้ ซึ่งสุดท้ายการบริหารจัดการน้ำก็ล้มเหลว







