
JDA กับไฟฟ้าภาคใต้
ในช่วงปลายเดือน มิ.ย.ถึงต้นเดือน ก.ค. มีปัญหาแหล่งผลิต JDA ไม่สามารถส่งก๊าซได้
โดย...ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
ในช่วงปลายเดือน มิ.ย.ถึงต้นเดือน ก.ค. มีปัญหาแหล่งผลิต JDA ไม่สามารถส่งก๊าซได้ (แหล่งปิโตรเลียมไทย-มาเลเซีย เขตเศรษฐกิจจำเพาะบนพื้นที่ทับซ้อน 7,250 ตารางกิโลเมตร)
การเจรจาเริ่มต้นประมาณปี 2522 จนถึงปี 2534 จัดตั้งองค์กรร่วมชื่อ MTJA (Malaysia-Thailand Joint Authority) เพื่อดูแลพื้นที่ผลิตปิโตรเลียม JDA (Joint Development Area)
พื้นที่ดังกล่าวในจุดใกล้สุดห่างจากสงขลา 200 กิโลเมตร จากปัตตานี 150 กิโลเมตร มีแหล่งปิโตรเลียม 3 แปลงหลัก แหล่งใหญ่คือ A-18 ส่งก๊าซวันละ 800 ล้าน ลบ.ฟุต ที่เหลือคือ B17 (2 แหล่ง) ส่งก๊าซรวมกัน 190 ล้าน ลบ.ฟุต เพราะมีลักษณะเป็นกระเปาะกระจาย ต้องทำแท่นผลิตเป็นจำนวนมาก
แต่ถ้าเยื้องเข้าฝั่งมาเลเซีย (A-18) จะกลายเป็นแหล่งใหญ่เจาะไม่กี่หลุมก็พอ ลักษณะนี้พบทั่วไปในอ่าวไทย แหล่งปิโตรเลียมส่วนใหญ่เป็นกระเปาะทั้งนั้น ต้องลงทุนเยอะหน่อย ผิดกับก๊าซในมาเลเซียและบอร์เนียวที่เจอเป็นแหล่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องทำแท่นผลิตจำนวนมาก
การผลิตจริงจังเริ่มจากแหล่งแรกในปี 2548 จนถึงเดือน พ.ค.ปีนี้แหล่ง JDA สร้างรายได้ให้รัฐบาลไทย 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (มากกว่า 1.6 แสนล้านบาท) และยังคงสร้างรายได้ในระดับนี้อีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี ก่อนจะเริ่มลดน้อยลงหากไม่พบเพิ่ม
ก๊าซจากแหล่ง A-18 ส่งไประยอง 200 ล้าน ลบ.ฟุต ส่งไปจะนะ จ.สงขลา 600 ล้าน ลบ.ฟุต (ต่อวัน) เข้าโรงไฟฟ้าจะนะ 200 ล้าน ลบ.ฟุต ที่เหลือส่งไปมาเลเซีย 400 ล้าน ลบ.ฟุต ในวันที่ 24 มิ.ย. เกิดปัญหาที่ท่อเผาก๊าซทิ้งแรงดันสูง จนต้องหยุดผลิตเพื่อความปลอดภัย ทำให้ไฟฟ้าหายจากระบบ กำลังผลิตจากเกือบ 1,500 เมกะวัตต์ ลดพรวดเดียวเหลือแค่ 650 เมกะวัตต์
กฟผ.แก้ไขโดยเร่งผลิตโรงไฟฟ้าขนอม เดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่จะนะและกระบี่ด้วยน้ำมัน เอาไฟฟ้าจากเขื่อนมาใช้ ดึงไฟฟ้าจากสายส่งภาคกลางมาเพิ่ม (เต็มที่แค่ 500+ เมกะวัตต์) ซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซีย 300 เมกะวัตต์ ซึ่งเขาขายแพง (ราคา 4-12 บาทแล้วแต่ช่วง) ปกติภาคใต้ใช้ไฟ 2,350 เมกะวัตต์ เมื่อเกิดปัญหา หากเข้าช่วงพีกของวันเมื่อไร มีโอกาสที่ไฟฟ้าเกือบไม่พอ และที่แน่ๆ คือต้องจ่ายค่าผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
ปัญหานี้ทำให้เห็นว่าไฟฟ้าภาคใต้อยู่ในสถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก และปริมาณความต้องการเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เพราะภาคใต้มีอุตสาหกรรมหนัก แต่เป็นเพราะมีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
นักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นทุกปี ภาคใต้จึงต้องใช้ไฟเพิ่มขึ้น การสร้างความมั่นคงให้ไฟฟ้าภาคใต้มีหลายทางเลือก เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติสงขลา ซึ่งอาจจำเป็นต้องสร้างท่าเทียบก๊าซ LNG เพื่อนำเข้า เพราะก๊าซในอ่าวไทยกำลังจะหมดภายในไม่กี่ปี หรือหากจะส่งไฟฟ้าจากภาคกลางต้องลงทุนค่าสายส่งมหาศาล มีความเสี่ยง และผิดหลักการในการผลิตไฟฟ้า ที่ไหนใช้ไฟก็ควรจะผลิตในพื้นที่ใกล้เคียง
หากจะหันไปหาพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ถ้าเป็นโซลาร์ฟาร์มก็ต้องใช้พื้นที่ใหญ่มาก ไม่ต้องดูแค่เมืองไทยหรอกครับ แม้แต่มาเลเซียยังลงทุนทำพลังงานแสงอาทิตย์น้อยนิด เพราะเขาไม่ค่อยมีพื้นที่ มีแต่ป่ากับเขา ที่ราบก็ถูกทำเกษตรหมดแล้ว สัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์มาเลเซียจึงน้อยกว่าไทย วิธีการที่พอเป็นไปได้คือส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าเองด้วยแสงอาทิตย์ ผมเห็นด้วยอย่างมาก แต่ก็พอรู้ว่ามันไม่เปลี่ยนเร็วปานนั้น และจะไปหวังพึ่งเต็มที่ไม่ได้หรอก
จะเลือกทางไหนก็ตาม ต้องเข้าใจคำว่า Trade Off อยากได้ไฟฟ้าหมุนเวียนก็ต้องจ่ายมากหน่อย อยากได้ไฟฟ้าจากฟอสซิล ก็ต้องเจอผลกระทบมากหน่อย ทางเลือกไหนมันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ขึ้นกับว่ารับเรื่องผลกระทบได้แค่ไหน หรือยอมจ่ายเงินแค่ไหน และใครเป็นคนจ่าย
คนไทยจ่ายค่าไฟฟ้าราคาเดียว หากทำสายส่งใหม่จากภาคกลางไปใต้ เอาเงินค่าทำใส่ไปในค่า FT คนภาคอื่นบางคนอาจรู้สึกว่า ทำไมต้องจ่ายเงินนี้เพื่อส่งไฟไปภาคใต้ และค่าไฟฟ้าแพงขึ้นจะไปกระทบกับความสามารถในการแข่งขัน ไม่มีใครอยากมาลงทุนในประเทศที่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงหรอกครับ
เราจึงต้องเข้าใจคำว่า Trade Off ให้ดีพอก่อนตัดสินใจ แต่ไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน ไม่ใช่เราจะทิ้งทางเลือกอื่น เรายังต้องเดินหน้าเรื่องพลังงานทดแทน ต้องเปิดหนทางอื่นๆ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้คนผลิตไฟฟ้าเสรีมากยิ่งขึ้น บริหารไฟฟ้าด้วยตัวเองมากขึ้น เพื่อลดความต้องการไฟฟ้าจากส่วนกลาง ยังหมายถึงการส่งเสริมเทคโนโลยีใหม่ๆ ปรับปรุงการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำให้ดี เช่น โรงไฟฟ้าขยะ
การบริหารจัดการไฟฟ้าในยุคนี้จึงซับซ้อน ยังต้องให้ความรู้พื้นฐานกับประชาชนเป็นอย่างมาก เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจ จะได้เป็นไปตามเหตุและผล มิใช่เป็นไปตามกระแสของสังคมครับ







