posttoday
เอไอที คว้าทุนมูลนิธิเกตส์ วิจัย ‘สุขาภิบาล’ เพื่อชาวโลก

เอไอที คว้าทุนมูลนิธิเกตส์ วิจัย ‘สุขาภิบาล’ เพื่อชาวโลก

16 กรกฎาคม 2560

จากปัญหาที่คนในโลกไม่มีห้องน้ำใช้ มีจำนวนสูงถึงประมาณ 2,600 ล้านคน จากจำนวนประชากรในโลกที่มีจำนวนกว่า 7,000 ล้านคน

โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน

จากปัญหาที่คนในโลกไม่มีห้องน้ำใช้ มีจำนวนสูงถึงประมาณ 2,600 ล้านคน จากจำนวนประชากรในโลกที่มีจำนวนกว่า 7,000 ล้านคน ตามที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ให้ข้อมูลไว้ ทำให้มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ต้องการให้ทุนแก่นักวิจัยพัฒนางานวิจัยเพื่อมาร่วมแก้ไขปัญหานี้

โดยทีมงานวิจัยไทยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(เอไอที) ที่ได้รับทุนในโครงการและนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบบำบัดสิ่งปฏิรูปในห้องสุขาได้สำเร็จแล้ว ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทั้งสิ่งแวดล้อมประชาชน และเป็นผลดีต่อโลกในระยะยาว พร้อมร่วมมือภาคเอกชนผลิตสู่ตลาด

รศ.ดร.ธรรมรัตน์ คุตตะเทพ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) หัวหน้าโครงการวิจัยที่ได้รับทุนพัฒนางานวิจัยจากมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ หรือมูลนิธิเกตส์ (Bill & Melinda Gates Foundation) เปิดเผยว่า ทีมงานวิจัยที่ร่วมทำการวิจัยและสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่สำเร็จแล้ว 4 รายการ ได้แก่ ถังบำบัดสิ่งปฏิกูลพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลจากส้วมแบบสมบูรณ์ ระบบถังบำบัดน้ำเสียรูปแบบใหม่และรถดูดส้วมอัจฉริยะ

สำหรับผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ถังบำบัดสิ่งปฏิกูลพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Septic tank) เป็นระบบสุขาภิบาลรูปแบบใหม่ที่สามารถกำจัดเชื้อโรค และลดการสะสมของกากปฏิรูปภายใน รวมถึงใช้พลังงานจากโซลาร์เซลล์ ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลจากส้วมแบบสมบูรณ์ (Zyclone Cube) ที่เป็นระบบบำบัดปฏิรูปจากส้วมสมบูรณ์แบบ มีกลไกแยกส่วนของแข็งและของเหลว ไปสู่การบำบัดที่เหมาะสม พร้อมมีระบบฆ่าเชื้อโรคภายใน ซึ่งใช้พลังงานไฟฟ้า ระบบถังบำบัดน้ำเสียรูปแบบใหม่ (Cess to Fit) ที่มีระบบคิดค้นเพื่อแยกกากตะกอนและน้ำออกจากกัน

และสุดท้าย รถดูดส้วมอัจฉริยะ (Sanitizer Truck) ที่เป็นนวัตกรรมเพื่อการจัดการ และการบริการดูดสิ่งปฏิกูลที่ช่วยลดค่าใช้จ่าย เรื่องระบบบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่และการขนส่ง รวมถึงสามารถนำผลพลอยได้ที่สามารถนำกลับไปใช้ใหม่ได้ รวมถึงไม่มีเชื้อโรคเกิดขึ้น

เอไอที คว้าทุนมูลนิธิเกตส์ วิจัย ‘สุขาภิบาล’ เพื่อชาวโลก รศ.ดร.ธรรมรัตน์ คุตตะเทพ

 ทั้งนี้ ทีมงานวิจัยได้รับทุนมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ในช่วงปี 2555 ที่มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ประกาศให้ทุนแก่นักวิจัยในทั่วโลก ในเรื่องการจัดการระบบจัดการของเสีย เพื่อทำให้ระบบชีวิตความเป็นอยู่และระบบสาธารณูปโภคของคนดีขึ้น เพราะที่ผ่านมา มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ได้ให้งบทำวิจัยส่งเสริมการผลิตยาและวัคซีนจำนวนมาก แต่พบปัญหาผู้คนยังเป็นโรคอยู่ 

สิ่งสำคัญมาจากการที่ต้องมีระบบจัดการสิ่งแวดล้อมและระบบสาธารณูปโภค ดังนั้นเป็นแนวคิดสำคัญที่มูลนิธิอยากให้ทุนวิจัยเพื่อสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมในเรื่องนี้โดยเฉพาะ

มูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์เห็นปัญหาคนในโลกที่ไม่มีห้องน้ำใช้ มีประมาณ 2,600 ล้านคน จากจำนวนประชากรในโลกที่มีจำนวนกว่า 7,000 ล้านคน ตามข้อมูลของยูเอ็น ดังนั้นมูลนิธิจึงต้องการผลักดันให้นักวิจัยทั่วโลกพัฒนางานวิจัยในด้านนี้ ทีมได้เสนอโครงการ และต้องการแก้ไขปัญหาให้แก่คนในโลก รวมถึงร่วมแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนดีขึ้น 

ดังนั้น ทีมวิจัยจึงได้เสนอยื่นเรื่องไปในการทำวิจัยครั้งนี้ และมีนักวิจัยทั่วโลกส่งโครงการไปเช่นกันจำนวนหลายร้อยทีม และการพิจารณามีขั้นตอนที่ยากมาก แต่ทีมวิจัยได้รับทุนส่งเสริม และได้รับงบประมาณในการทำวิจัยโครงการนี้จำนวนเงินประมาณ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 160 ล้านบาท ก่อนที่ทีมวิจัยจะเริ่มทำวิจัยในปี 2556 และใช้เวลาประมาณ 5 ปี ก่อนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้สำเร็จ พร้อมพัฒนาต่อยอดสู่การผลิตในภาคอุตสาหกรรม

“ทั้งตัวผม ทีมงานวิจัย และมูลนิธิ ต่างมีมุมมองที่สอดคล้องกัน อยากให้ผลิตภัณฑ์นี้ที่ผลิตขึ้นมีคนต้องการใช้อย่างแท้จริง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดประโยชน์อย่างมาก เป็นผลดีต่อประชาชน สิ่งแวดล้อม” รศ.ดร.ธรรมรัตน์ กล่าว

ขณะที่ทีมงานวิจัยมีจำนวนรวมประมาณ 40-50 คนพร้อมกันนี้ได้ร่วมมือกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเซล (TCELS) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในเรื่องการส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมผลักดันงานวิจัยสู่ตลาดพาณิชย์ และการร่วมมือภาคเอกชน เพื่อผลิตในระดับอุตสาหกรรม

รศ.ดร.ธรรมรัตน์ กล่าวต่อว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยังต้องตอบโจทย์ที่ต้องสร้างผลิตภัณฑ์ในราคาไม่สูงเพื่อทำให้คนทั่วโลกสามารถซื้อสินค้าได้ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนต้องการซื้ออย่างแท้จริง โดยก่อนที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ทีมงานวิจัยก็ได้มีการลงสำรวจทั้งตลาดและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ว่าต้องการผลิตภัณฑ์ในแบบใด

“จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบสำเร็จในครั้งนี้และเมื่อมีภาคเอกชนผลิตสู่อุตสาหกรรมได้แล้ว จึงสามารถนำไปใช้ในพื้นที่ประเทศต่างๆ ได้ทั่วโลก โดยทั้งทีมวิจัย ผมเอง และมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์ ต่างเชื่อมั่นว่าจะเกิดประโยชน์อย่างมากต่อคนทั่วโลก ทั้งระบบสาธารณูปโภค ด้านการจัดการเชื้อโรค และลดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนต้องการใช้และมีราคาไม่แพง” รศ.ดร.ธรรมรัตน์ กล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่า จากการได้ทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบออกมาสำเร็จแล้ว เชื่อมั่นว่าจะเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่นักวิจัยรุ่นใหม่เกิดการปรับมุมมองการทำวิจัย ที่ไม่ควรมุ่งเพียงการสร้างเป็นผลงานหรือมีผลงานตีพิมพ์ออกมาเท่านั้น แต่ควรมุ่งทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือการมุ่งสร้างงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม มีเทคโนโลยี และเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดผลกระทบต่อคนจำนวนมาก หรือคนบนโลกใบนี้

เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกับคนในโลกใบนี้ระยะยาว

ข่าวล่าสุด

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์