
ภาคการเงินปรับตัวรับความเสี่ยงเศรษฐกิจ
พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานเสวนา เรื่อง “โอกาสและความเสี่ยงที่ตลาดการเงินในอาเซียนต้องเผชิญ”
พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานเสวนา เรื่อง “โอกาสและความเสี่ยงที่ตลาดการเงินในอาเซียนต้องเผชิญ” ในงาน The Nikkei Asia 300 Global Business Forum ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ว่า ตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่สำคัญที่มีโอกาสทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจของโลก ตามการประมาณการของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประชากรอาเซียนจะเติบโต 3.9% และจะเป็นตลาดสำคัญในอนาคต ในภาคธนาคารเองก็ต้องปรับตัวและเพิ่มความยืดหยุ่น รองรับความเสี่ยงและความท้าทายที่เพิ่มขึ้น ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ในการวางยุทธศาสตร์ของธนาคาร เพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ รองรับลูกค้าที่ออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศ รวมถึงรักษาฐานลูกค้าเก่าเอาไว้
สำหรับกลยุทธ์หลักที่วางไว้ มีด้วยกัน 2 ด้าน คือ 1.การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของตลาด ไม่เน้นตลาดท้องถิ่นอย่างเดียว ต้องคำนึงถึงตลาดต่างประเทศด้วย และขยายธุรกิจของธนาคารข้ามเขตชายแดนด้วย
2.นำเทคโนโลยีด้านดิจิทัล เข้ามาร่วมมือกับธนาคารมากขึ้น โดยร่วมมือได้กับพันธมิตรทุกรายที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น ความร่วมมือด้านฟินเทค เพราะในอนาคตงานธนาคารจะไม่เหมือนเดิม ดิจิทัลจะทำให้การปรับตัวมากขึ้น
ขณะเดียวกันในแง่ของต่างประเทศ ธนาคารก็มียุทธศาสตร์อาเซียนบวก 3 สำหรับการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม ที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เติบโตปีละ 7-8% ซึ่งก็เป็นโอกาสของธนาคารที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศเหล่านั้น
ทั้งนี้ การค้าขายระหว่างไทยกับลาว กัมพูชา และเมียนมา มีการชำระเงินเป็นเงินบาทถึง 60% และอยู่อันดับที่ 10 ของสกุลเงินการค้าโลก จึงเห็นได้ว่ายังมีโอกาสทางธุรกิจอีกมาก
ด้าน เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เชื่อว่าไทยจะไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมาอีก หลังจากได้รับบทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้งมาแล้ว ทำให้ไทยมีควายืดหยุ่นมากขึ้นจากผลกระทบต่างๆ ปัจุบันตลาดหุ้นไทยมีการขยายตัวถึง 4.43 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 707% ของจีดีพี เทียบกับช่วงเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 อยู่ที่ 24% ของจีดีพีเท่านั้น
ตลาดหุ้นไทยจึงเป็นตลาดที่สำคัญในภูมิภาค เป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญ ซึ่งบริษัทในลาวก็ยังมาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย เพื่อระดมทุนไปขยายธุรกิจ และลาวเองจีดีพีก็เติบโตปีละ 8% ยังต้องการเงินทุนอีกมาก เพียงแต่ในขณะนี้เครดิตเรตติ้งไม่สามารถระดมทุนจากภูมิภาคอื่นได้ ไทยจึงได้โอกาสนี้ ขณะเดียวกันในส่วนของเมียนมา ตลาดหุ้นไทยก็พร้อมสนับสนุนเรื่องการจัดเรตติ้ง เพื่อออกพันธบัตรและหุ้นกู้ในไทยได้ ถ้าเป็นตลาดในซีแอลเอ็มวีแล้ว ถือว่าไทยรู้จักได้ดีกว่าประเทศอื่น
“ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มและการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพมากขึ้น เช่น การทำฟันด์คอนเน็ก โดยแพลตฟอร์มนี้จะช่วยนักลงทุนรายย่อยเข้าไปซื้อขายในตลาดทุนง่ายขึ้น รวมถึงสตาร์ทอัพแพลตฟอร์มที่จะเริ่มสิ้นปีนี้ เพื่อช่วยเหลือเรื่องการระดมทุนให้กับสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอีให้มีทางเลือกมากขึ้น” เกศรา กล่าว







