
เดินหน้าส่งเสริมพลังงานทดแทน
ก่อนหน้านี้ประเด็นสำคัญในวงการพลังงานที่ถูกพูดคือการเตรียมเรียกเก็บค่าสำรองไฟฟ้า (แบ็กอัพ)
ก่อนหน้านี้ประเด็นสำคัญในวงการพลังงานที่ถูกพูดคือการเตรียมเรียกเก็บค่าสำรองไฟฟ้า (แบ็กอัพ) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) ซึ่ง วีระพล ยอมรับว่า แนวคิดดังกล่าวเกิดจากปัจจุบันมีการใช้ผลิตไฟฟ้าใช้เองอย่างแพร่หลาย เมื่อมีพลังงานทดแทนที่ได้รับการอุดหนุนเข้ามาในระบบ ทำให้โรงไฟฟ้าในระบบเดิมต้องลดกำลังการผลิต มีผลให้ต้นทุนต่อหน่วยผลิตสูงขึ้น ดังนั้นระบบแบ็กอัพจึงถือเป็นทางเลือกที่รัฐอาจนำมาใช้คำนวณเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง
ทั้งนี้ กกพ.ยังคงเดินหน้าส่งเสริมพลังงานทดแทนของประเทศเพื่อสนับสนุนพลังงานหลักต่อไป แต่ขณะเดียวกัน กกพ.ได้มอบหมายให้การไฟฟ้า 3 ฝ่าย ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ศึกษาเพื่อกำหนดอัตราการเก็บค่าธรรมเนียมแบ็กอัพที่เหมาะสมเพื่อความยุติธรรมกับทุกฝ่ายควบคู่กันไปด้วย
วีระพล กล่าวว่า ปี 2560 จะดำเนินโครงการส่งเสริมพลังงานทดแทนตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ประกาศสนับสนุนให้แล้วเสร็จทั้งหมด หลังจากนั้นจะยังไม่มีการดำเนินนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนใดๆ อีกจนกว่า กพช.จะมีมติอีกครั้ง โดยคาดการณ์ว่าโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้ จะทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (ซีโอดี) ครบถ้วนในปี 2563
สำหรับประเภทพลังงานทดแทนที่น่าจับตาและคาดว่าจะได้รับความสนใจ หากรัฐเปิดโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอีกครั้งคือ พลังงานลม หลังจากที่ชะลอโครงการไปเมื่อปี 2558 จนถึงปัจจุบันยังมีเอกชนหลายรายแสดงความสนใจ ต้องการเสนอขายไฟฟ้า ซึ่งเดิมสาเหตุที่มีการชะลอโครงการ เนื่องจากที่ผ่านมามีการยื่นขอผลิตไฟฟ้าจากลมเป็นจำนวนที่สูงมากเมื่อเทียบกับเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าที่กำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาครัฐต้องทำให้ชัดเจนคือ กฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นของการใช้พื้นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในกิจการพลังงานทั้งหมด หากจะมีการหารือเพื่อกำหนดทิศทางการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ว่าควรเป็นอย่างไร ก็ควรจะตีความให้ครอบคลุม เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของนโยบายพลังงานทดแทนได้







