
ไปรษณีย์ขีดเส้นรับหนี้แบงก์คนจน5%
ไปรษณีย์ แจ้งรัฐบาล ถ้าให้ทำธนาคารคนจน จะรับเอ็นพีแอลไม่เกิน 5% เท่านั้น เน้นทำธุรกิจขาเดียวปล่อยกู้ ด้านสหภาพฯ หวั่นหนี้พุ่ง 50% นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย เปิดเผยว่า การประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการให้บริการปล่อยเงินกู้กับประชาชน ในโครงการธนาคารคนจน กรณีที่เบี้ยวหนี้จนเกิดเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่ไปรษณีย์รับได้น่าจะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 5%ดังนั้น การพิจารณาแผนการดำเนินนโยบายนี้ของรัฐบาล ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ไปรษณีย์ได้ให้ความเห็นไปว่า ต้องทำด้วยความรอบคอบ รัดกุม แต่จะเร่งรัดให้โครงการนี้เกิดเร็วที่สุดสำหรับรูปแบบเบื้องต้นนั้น จะให้บริการเพียงการปล่อยกู้เท่านั้น ไม่ใช่การทำธุรกิจธนาคารเต็มรูปแบบ เพราะถือเป็นเรื่องที่ยากและลำบากมากสำหรับไปรษณีย์ ซึ่งขณะนี้การจัดตั้งบริษัทลูกระหว่างไปรษณีย์และธนาคารของรัฐ กำลังพิจารณาว่าใครจะถือหุ้นในสัดส่วนเท่าใด แต่เงินลงทุนนั้นน่าจะมาจากธนาคารรัฐ คือ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสินขณะที่ไปรษณีย์เป็นผู้ลงทุนด้านไอที ซึ่งได้รายงานนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที แล้วว่าจะใช้วิธีว่าจ้างบริษัทภายนอก หรือเอ
ไปรษณีย์ แจ้งรัฐบาล ถ้าให้ทำธนาคารคนจน จะรับเอ็นพีแอลไม่เกิน 5% เท่านั้น เน้นทำธุรกิจขาเดียวปล่อยกู้ ด้านสหภาพฯ หวั่นหนี้พุ่ง 50%
นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย เปิดเผยว่า การประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการให้บริการปล่อยเงินกู้กับประชาชน ในโครงการธนาคารคนจน กรณีที่เบี้ยวหนี้จนเกิดเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่ไปรษณีย์รับได้น่าจะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 5%
ดังนั้น การพิจารณาแผนการดำเนินนโยบายนี้ของรัฐบาล ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ไปรษณีย์ได้ให้ความเห็นไปว่า ต้องทำด้วยความรอบคอบ รัดกุม แต่จะเร่งรัดให้โครงการนี้เกิดเร็วที่สุด
สำหรับรูปแบบเบื้องต้นนั้น จะให้บริการเพียงการปล่อยกู้เท่านั้น ไม่ใช่การทำธุรกิจธนาคารเต็มรูปแบบ เพราะถือเป็นเรื่องที่ยากและลำบากมากสำหรับไปรษณีย์ ซึ่งขณะนี้การจัดตั้งบริษัทลูกระหว่างไปรษณีย์และธนาคารของรัฐ กำลังพิจารณาว่าใครจะถือหุ้นในสัดส่วนเท่าใด แต่เงินลงทุนนั้นน่าจะมาจากธนาคารรัฐ คือ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน
ขณะที่ไปรษณีย์เป็นผู้ลงทุนด้านไอที ซึ่งได้รายงานนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที แล้วว่าจะใช้วิธีว่าจ้างบริษัทภายนอก หรือเอาต์ซอร์สเพื่อลดต้นทุนบริหารจัดการ
ด้านนายเริงณรงค์ อิสมาแอล ประธานสหภาพแรงงานไปรษณีย์ กล่าวว่า เบื้องต้นสหภาพฯ เห็นด้วยในหลักการ เนื่องจากข้อดีที่ไปรษณีย์จะได้รับคือ การหารายได้จากธุรกิจใหม่ แต่สิ่งที่เป็นกังวลมากคือหนี้เสียที่จะเกิดขึ้นหากรัฐบาลดำเนินโครงการนี้เป็นนโยบายประชานิยม เพราะผลที่เกิดจากการทำโครงการประชานิยมเกิดเป็นหนี้เสียถึง 40-50%
ทั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนจากโครงการประชานิยมที่ผ่านมา เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่ส่วนใหญ่เป็นหนี้เสีย ดังนั้นสหภาพฯ จึงต้องรอดูรูปแบบที่ชัดเจนของโครงการนี้ว่าแหล่งเงินกู้จะมาจากที่ไหน วิธีปล่อยกู้เป็นอย่างไร เพราะไม่อยากให้ไปรษณีย์ต้องแบกรับความเสี่ยงจากหนี้สูญ และส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กรไปรษณีย์ด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 ก.ย. สหภาพฯ ได้ขอเข้าพบนายออมสินเพื่อรับฟังนโยบายโครงการดังกล่าวเนื่องจากที่ผ่านมาสหภาพไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อนได้รับเพียงข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ เท่านั้น และยังไม่มีโอกาสได้เข้าพบคณะกรรมการ หรือ บอร์ด ใหม่แต่อย่างใด
นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย เปิดเผยว่า การประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการให้บริการปล่อยเงินกู้กับประชาชน ในโครงการธนาคารคนจน กรณีที่เบี้ยวหนี้จนเกิดเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ที่ไปรษณีย์รับได้น่าจะอยู่ที่ระดับไม่เกิน 5%
ดังนั้น การพิจารณาแผนการดำเนินนโยบายนี้ของรัฐบาล ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ไปรษณีย์ได้ให้ความเห็นไปว่า ต้องทำด้วยความรอบคอบ รัดกุม แต่จะเร่งรัดให้โครงการนี้เกิดเร็วที่สุด
สำหรับรูปแบบเบื้องต้นนั้น จะให้บริการเพียงการปล่อยกู้เท่านั้น ไม่ใช่การทำธุรกิจธนาคารเต็มรูปแบบ เพราะถือเป็นเรื่องที่ยากและลำบากมากสำหรับไปรษณีย์ ซึ่งขณะนี้การจัดตั้งบริษัทลูกระหว่างไปรษณีย์และธนาคารของรัฐ กำลังพิจารณาว่าใครจะถือหุ้นในสัดส่วนเท่าใด แต่เงินลงทุนนั้นน่าจะมาจากธนาคารรัฐ คือ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน
ขณะที่ไปรษณีย์เป็นผู้ลงทุนด้านไอที ซึ่งได้รายงานนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที แล้วว่าจะใช้วิธีว่าจ้างบริษัทภายนอก หรือเอาต์ซอร์สเพื่อลดต้นทุนบริหารจัดการ
ด้านนายเริงณรงค์ อิสมาแอล ประธานสหภาพแรงงานไปรษณีย์ กล่าวว่า เบื้องต้นสหภาพฯ เห็นด้วยในหลักการ เนื่องจากข้อดีที่ไปรษณีย์จะได้รับคือ การหารายได้จากธุรกิจใหม่ แต่สิ่งที่เป็นกังวลมากคือหนี้เสียที่จะเกิดขึ้นหากรัฐบาลดำเนินโครงการนี้เป็นนโยบายประชานิยม เพราะผลที่เกิดจากการทำโครงการประชานิยมเกิดเป็นหนี้เสียถึง 40-50%
ทั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนจากโครงการประชานิยมที่ผ่านมา เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่ส่วนใหญ่เป็นหนี้เสีย ดังนั้นสหภาพฯ จึงต้องรอดูรูปแบบที่ชัดเจนของโครงการนี้ว่าแหล่งเงินกู้จะมาจากที่ไหน วิธีปล่อยกู้เป็นอย่างไร เพราะไม่อยากให้ไปรษณีย์ต้องแบกรับความเสี่ยงจากหนี้สูญ และส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กรไปรษณีย์ด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 ก.ย. สหภาพฯ ได้ขอเข้าพบนายออมสินเพื่อรับฟังนโยบายโครงการดังกล่าวเนื่องจากที่ผ่านมาสหภาพไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อนได้รับเพียงข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ เท่านั้น และยังไม่มีโอกาสได้เข้าพบคณะกรรมการ หรือ บอร์ด ใหม่แต่อย่างใด







