
เทพรัตนแห่งแผ่นดิน (104)
พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่แฝงไว้ด้วยวิชาการดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาด้านต่างๆ
โดย...วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย
พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่แฝงไว้ด้วยวิชาการดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาด้านต่างๆ อันเป็นผลึกแนวคิดที่สะท้อนให้เห็นถึงความใฝ่พระราชหฤทัย และทรงมุมานะที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยทรงซึมซับจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และทรงถ่ายทอดความเป็นนักพัฒนา จนได้รับพระสมญานามว่า “เจ้าหญิงนักพัฒนา”
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีความละเอียดรอบคอบในการเก็บรวบรวมข้อมูลของพระองค์ ที่มิเพียงแต่เรียนรู้จากคำบอกเล่าเท่านั้น แต่พระองค์จะทรงใช้วิธีการสังเกตและซักถามข้อมูลอย่างลึกซึ้ง อันช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทรงเน้นเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาต่างๆ และจะทรงจับประเด็นนำมายกเป็นตัวอย่างหรือข้อเปรียบเทียบเพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบและสามารถนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศต่อไป ดังเช่นในปี 2516 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปยังกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ได้ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ดนตรี ทรงเห็นว่าในการจัดพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีนี้มีการจัดแสดงคำบรรยายประกอบ และยังพิมพ์หนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเครื่องดนตรีที่จัดแสดงอย่างละเอียด เพื่อให้ความรู้แก่ผู้มาเข้าชม
ต่อมาได้ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ดนตรีที่อื่นๆ อีกหลายแหล่ง ทำให้มีพระราชดำริว่า ประเทศไทยควรคิดจัดพิพิธภัณฑ์ดนตรีเพื่อให้ความรู้เรื่องศิลปะประจำชาติแก่ผู้สนใจทั่วไปเช่นเดียวกัน แต่การจะจัดต้องมีระบบที่ดี หาไม่พิพิธภัณฑ์จะกลายเป็น “สุสานเครื่องดนตรี” ต่อมาในปี 2531 พระองค์ได้พระราชนิพนธ์บทความวิชาการ เรื่อง “พิพิธภัณฑ์ดนตรี” และทรงแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสถานที่ที่จะจัดตั้งเป็นลำดับขั้นตอน ด้วยความละเอียดชัดเจนในทุกแง่ทุกมุม อันเป็นข้อคิดอันทรงคุณค่าและมีประโยชน์ยิ่ง
นอกจากนี้ เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินกลับจากประเทศอินโดนีเซียและออสเตรเลียเมื่อเดือน ต.ค. 2527 ทรงเล่าเรื่องเมืองอินโดนีเซียและออสเตรเลียในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษา ความตอนหนึ่งว่า
“...ประเทศอินโดนีเซีย ในด้านศิลปวัฒนธรรมนั้นเขาทำได้ดีมากสามารถถ่ายทอดช่างศิลปะให้ลูกหลาน หมู่บ้านที่มีอาชีพเป็นช่างศิลปะแขนงใดคนรุ่นหลังที่ยังมีอายุน้อยๆ ก็สามารถทำงานในช่างแขนงนั้นๆ ได้ เช่น หมู่บ้านเขียนภาพเด็กๆ ก็จะเขียนภาพได้ หมู่บ้านช่างแกะสลัก คนในหมู่บ้านก็จะแกะสลักได้สวยงามแม้คนหนุ่มๆ อายุน้อยๆ ...ส่วนทางออสเตรเลียได้ดูโรงเรียนสอนทางอากาศในเขตที่เรียกว่า Northern Territory อันนี้เราคงทำตามอย่างเขาไม่ได้ หลักของการศึกษาให้ถึงทุกๆ คน การศึกษาภาคบังคับเขาให้ทุกคนมีโอกาสทางการประถมศึกษาเท่าเทียมกัน เขาเน้นให้คนอ่านออกเขียนได้... ในที่กันดารเป็นทะเลทรายบ้านเรือนอยู่ห่างกันมาก จากหลังหนึ่งไปอีกหลังหนึ่งต้องขับรถถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง จึงตั้งโรงเรียนไม่ได้ต้องเรียนจากจดหมาย ในปัจจุบันมีอุปกรณ์การสอนใหม่ๆ กล่าวคือ รัฐบาลแจกเครื่องเล่นวิดีโอเทปทุกครอบครัว นอกจากนั้น มีสถานีวิทยุคล้ายวิทยุศึกษามีครู 12 คน สอนความรู้ต่างๆ เด็กจะพูดกับเพื่อนกับครูได้ด้วยและกระทรวงศึกษาธิการจะส่งครูไปเยี่ยมบ้านปีละครั้ง...”
งานพระราชนิพนธ์อันมากมายของพระองค์ นอกจากจะแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงสืบสานงานพัฒนาและศิลปวิทยาการหลากหลายสาขาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถแล้ว ยังสะท้อนถึงแนวพระราชดำริที่มุ่งพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์วิชาการทั้งประเภทงานศึกษาวิจัย บทความ และเอกสารประกอบคำสอนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษกว่า 30 เรื่อง โดยขอยกตัวอย่างเพียงส่วนหนึ่ง ดังนี้
“Environmental and Agricultural Development Studies by Remote Sensing Techniques in Phatthana Nikhom District, Lop Buri Province, Thailand” ทรงศึกษาเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อวางแผนการใช้ที่ดินสำหรับการเกษตร ในพื้นที่ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี โดยทรงนำมาปาฐกถาพระราชทานในงาน “The Twenty-Third International Symposium on Remote Sensing of Environment” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-25 เม.ย. 2533 ณ กรุงเทพมหานคร
“การทดสอบระบบสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อพัฒนาการเกษตร อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี” เป็นรายงานการวิจัยต่อเนื่องจากงานวิจัยเรื่อง การใช้ระบบสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อการพัฒนาพื้นที่เกษตรใน อ.พัฒนานิคมและชัยบาดาล จ.ลพบุรี โดยทรงเป็นหัวหน้าโครงการ ทรงร่วมงานวิจัยกับคณะนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย รายงานการวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับค่าคะแนนและน้ำหนักของตัวแปรในระบบสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อการพัฒนาพื้นที่เกษตรใน อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี ให้มีความเหมาะสมและถูกต้องตามสภาพความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น และเพื่อประเมินและหาความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยความเหมาะสมของดินสำหรับการปลูกข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลือง และผลผลิตของพืชในพื้นที่ รวมทั้งประเมินความสม่ำเสมอของปัจจัยที่พบในแต่ละชั้นความเหมาะสมของดินสำหรับการปลูกพืช และเสนอแนะการใช้ที่ดินใน อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี และแนวทางในการติดตามการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินต่อไป







