posttoday
การค้ากับงานสาธารณสุข (Trade and Health)

การค้ากับงานสาธารณสุข (Trade and Health)

16 กันยายน 2553

.....นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี

คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในวงการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล มักจะรู้สึกว่า การค้า (Trade) กับการดูแลคนเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นเรื่องไกลตัว และไม่เกี่ยวข้องกัน หากจะมีอยู่บ้างก็คงเป็นเรื่องของธุรกิจที่ใกล้ตัว เช่น โรงพยาบาลเอกชน หรือราคาของวัสดุสิ่งของที่ต้องใช้ในการดูแลรักษาผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์และยา เป็นต้น

แต่ทว่าในปัจจุบัน การค้า เริ่มเข้ามามีบทบาทที่สำคัญในงานสาธารณสุขมากยิ่งขึ้นทุกขณะ เพราะในปัจจุบันเทคโนโลยี การวินิจฉัย รวมทั้งยารักษาโรคต่างๆ มีความก้าวหน้ามากขึ้น ส่งผลให้คนเรามีสุขภาพดีและอายุที่ยืนยาวมากขึ้น ทำให้ในแต่ละประเทศต้องมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพก็สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ขณะที่งบประมาณมีอยู่อย่างจำกัด ไม่เพียงเท่านั้น ธุรกิจด้านสุขภาพยังเป็นธุรกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วที่สุดประเภทหนึ่งเมื่อเทียบกับภาคธุรกิจอื่นๆ ส่งผลให้ก่อให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจนี้อย่างกว้างขวาง

การค้าได้ส่งผลต่อระบบบริการสาธารณสุขในประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ การไปรับบริการการแพทย์นอกประเทศ ซึ่งมีสาเหตุมาจากค่าบริการทางการแพทย์ในประเทศมีราคาแพง ผู้ป่วยจึงเดินทางออกไปใช้บริการทางการแพทย์ที่มีค่ารักษาพยาบาลถูกกว่า เช่นในประเทศไทย เป็นต้น การลงทุนในธุรกิจการบริการการแพทย์ข้ามชาติ เช่น การเปิดโรงพยาบาลเอกชนของนักลงทุนสิงคโปร์ในประเทศเวียดนาม หรือนักลงทุนของไทยในประเทศกัมพูชา และการเคลื่อนย้ายของบุคลากรทางการแพทย์ไปยังประเทศที่มีค่าแรงสูงกว่า ซึ่งส่งผลให้เกิดการขาดแคลนบุคลากรในประเทศกำลังพัฒนาอย่างมาก

ไม่เพียงเท่านั้น ในกรณีการติดต่อของเชื้อโรคและโรคระบาดต่างๆ การค้าก็ยังมามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยังก่อให้เกิดผลกระทบตามถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย เช่น กรณีที่ประเทศอินโดนีเซียที่ไม่ยอมส่งตัวอย่างเชื้อไข้หวัดนกไปยังห้องปฏิบัติการขององค์การอนามัยโลก เพราะเกิดความไม่พอใจเนื่องจากบริษัทวัคซีนนำวัคซีนที่ผลิตจากเชื้อดังกล่าวมาขายให้กับอินโดนีเซียในราคาที่แพง ทำให้เกิดประเด็นข้อถกเถียงในเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศที่ส่งเชื้อตัวอย่างกับบริษัทที่ผลิตวัคซีน เป็นต้น เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เพราะเกรงว่าจะไม่มีตัวอย่างเชื้อไข้หวัดนกเพื่อใช้ในการผลิตวัคซีนป้องกันโรคหากมีการระบาดเกิดขึ้น เป็นต้น

จากการประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลก ครั้งที่ 59 ในปี 2550 ที่ประชุมได้มีข้อมติ (Resolution) ที่ WHA59.26 International Trade and Health มีเนื้อหาเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิก ร่วมกันหาแนวทางในการปรับสมดุลระหว่างการค้ากับงานสาธารณสุขให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และไม่ควรปกป้องการค้าเกินไป จนละเลยการถึงบริการสาธารณสุขของกลุ่มคนที่ยากไร้และไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ซึ่งข้อมติดังกล่าวได้ตอกย้ำให้เห็นว่าการค้าจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในงานสาธารณสุขมากขึ้นทุกขณะ

ขณะเดียวกัน ก็มีข้อตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศสมาชิกภายใต้องค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) อย่างน้อย 4 ประเด็นที่ได้ส่งผลต่องานสาธารณสุขโดยตรง ได้แก่ 1) ความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ (General Agreement on Trade in Services) 2) ความตกลงว่าด้วยการใช้บังคับมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Agreement on Application of Sanitary and Phytosanitary Measures) 3) ความตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (Technical Barriers on Trade) และ 4) ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TradeRelated Aspects of Intellectual Property Rights)

ซึ่งข้อตกลงเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่องานสาธารณสุขของทุกๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการต้องเปิดตลาดบริการเสรีสำหรับการแพทย์ในประเทศต่างๆ การกำหนดให้มีการใช้มาตรการด้านสุขอนามัยเพื่อความจำเป็นในการปกป้องสุขภาพ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ เช่น การใช้สิทธิตามสิทธิบัตรในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ เป็นต้น

ความตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement : FTA) ที่ดำเนินการในระดับทวิภาคีก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่กำลังทวีความสำคัญมากขึ้น และส่งผลกระทบต่องานสาธารณสุขโดยตรง เนื่องจากมีความล้มเหลวในการเจรจาพหุภาคีในระดับรัฐมนตรีขององค์การการค้าโลก ทำให้ประเทศต่างๆ ได้เปิดการเจรจาในระดับทวิภาคีมากขึ้น ประเทศไทยก็เช่นกันที่ได้เริ่มเจรจาเปิดเสรีการค้ากับหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น เป็นต้น

การทำความตกลงเขตการค้าเสรีนั้น แม้จะส่งผลดีต่อการค้าการส่งออก แต่ก็ส่งผลกระทบต่องานสาธารณสุขของไทยโดยตรง เช่น การเจรจาระดับทวิภาคีกับสหรัฐอเมริกา ที่สหรัฐอเมริกาพยายามเรียกร้องในสินค้าที่ตนเองได้เปรียบ โดยเฉพาะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวดที่เกินกว่าข้อตกลงพหุพาคี หรือที่เรียกว่า ทริปส์พลัส (TRIPSPlus) เช่น สหรัฐอเมริกาทำข้อตกลงกับสิงคโปร์ ชิลี และออสเตรเลีย เป็นต้น

เนื้อหาที่สำคัญของ TRIPSPlus ที่สหรัฐอเมริกากำลังเจรจากับประเทศไทย ที่ จ.เชียงใหม่เมื่อเดือน ม.ค. 2549 และได้รับการคัดค้านอย่างมาก เพราะจะส่งผลกระทบต่องานสาธารณสุขของประเทศไทย ได้แก่ การขยายความคุ้มครองตามกฎหมายสิทธิบัตรที่ให้ความคุ้มครองถึงการประดิษฐ์ทุกประเภท รวมถึงพืชและสัตว์ วิธีการตรวจวินิจฉัย รักษา และผ่าตัด สำหรับการรักษามนุษย์และสัตว์ รวมทั้งการใช้ใหม่หรือวิธีการใช้ใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่รู้จักกันแล้ว การห้ามผู้ประกอบการอื่นจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางยาหรือสารเคมีการเกษตรที่เหมือนหรือคล้ายกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องยื่นข้อมูลในการขออนุญาตทางการตลาดในเวลาที่กำหนดนับตั้งแต่ผลิตภัณฑ์นั้นได้รับอนุญาตให้วางตลาด หรือที่เรียกว่าการผูกขาดข้อมูล (Data Exclusivity) และการเข้าร่วมในสนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือทางสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty : PCT) เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดการขยายเวลาการผูกขาดตลาดยาออกไป ทำให้ยามีราคาแพง และในกรณีที่รัฐบาลต้องการจะใช้มาตรการการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (Compulsory Licensing) จะไม่สามารถทำได้ เพราะจะอยู่ในช่วงการผูกขาดตลาดด้วยข้อมูลยา ทำให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไม่สามารถขึ้นทะเบียนตำรับยาสามัญเดียวกันได้ จะเห็นได้ว่าแม้การเจรจา FTA อาจจะก่อประโยชน์ในด้านการค้าในสินค้าบางอย่าง แต่ก็ส่งผลกระทบอย่างมากต่องานสาธารณสุข ซึ่งจำเป็นที่จะต้องเตรียมมาตรการรองรับและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าในงานสาธารณสุขในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับการค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นที่บุคลากรด้านสาธารณสุขของไทย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยต้องเรียนรู้ ติดตาม และเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน