
มาตรการดูแลบาท เงื้อง่าราคายิ่งแพง
ถึงขณะนี้เป็นเวลา 3 วัน ที่ตลาดเงิน ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ต่างตกอยู่ในภาวะปั่นป่วนอันเนื่องมาจากข่าวลือ
ถึงขณะนี้เป็นเวลา 3 วัน ที่ตลาดเงิน ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ต่างตกอยู่ในภาวะปั่นป่วนอันเนื่องมาจากข่าวลือ
โดย.......ทีมข่าวการเงิน
ลือว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกมาตรการบางอย่างมาควบคุมเงินทุนไหลเข้าออก เพื่อดูแลมิให้เงินบาทมีการแข็งค่าขึ้นมาจนเกินไป
เพราะหากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 8.4% เป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคอาเซียน ตามหลังเงินเยนของญี่ปุ่นและเงินริงกิต มาเลเซีย
เงินบาทที่เคยยืนอยู่ในระดับ 32.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐเมื่อต้นเดือน ส.ค. พอถึงตอนนี้มายืนยิ้มเผล่อยู่ในระดับ 30.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐเข้าไปแล้ว
ผลของการแข็งค่าขึ้นมาอย่างรวดเร็วร่วม 4% นั้น ทำให้บรรดาผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกแข่งขันกับผู้ผลิตสินค้าประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่งไม่ได้
มีการประเมินว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาทุกๆ 1 บาทนั้น หมายถึงว่า รายได้จากการส่งออกของไทยหายวับไปทันที 56 หมื่นล้านบาท
เทียบเป็นบัญญัติไตรยางค์แล้ว ระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา เงินบาทของไทยแข็งค่าจากระดับ 32.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐนั่นหมายถึงว่า เงินที่เป็นรายได้ของผู้ส่งออกไทยหายไปร่วม 1.2 แสนล้านบาท
เม็ดเงิน 1.2 แสนล้านบาทที่หายไปนั้นมากมายมหาศาล หมายถึงอำนาจในการซื้อ อำนาจในการจ้างคนมาทำงาน อำนาจในการผลิต ที่นำพามาซึ่งความกินดีอยู่ดีของคนในชาติหายไปมหาศาลเช่นกัน
เงินจำนวนที่หายไปนั้นมากมายชนิดที่รัฐบาลมิอาจเสกเม็ดเงินในจำนวนนี้ขึ้นมาได้ในระยะเวลาอันเร็ววัน
แม้ว่าการแข็งค่าของเงินบาทจะทำให้ต้นทุนของราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ต้นทุนในการนำเข้าของไทยลดลงตามสัดส่วนด้วยเช่นกัน
เพียงแต่การนำเข้านั้นมิได้เกี่ยวพันกับปากท้องชาวบ้านมากเหมือนเม็ดเงินจากการส่งออกที่ลดลง
เพราะผู้นำเข้า บริษัทน้ำมัน ผู้ผลิตกระแสไฟฟ้า มิได้ส่งผ่านต้นทุนที่ลดลงมาเจือจานให้กับประชาชนผู้ใช้บริการแม้แต่น้อย
การแข็งค่าอย่างพรวดพราดนี่เองที่เป็นหัวเชื้อของข่าวลือที่โหมกระพือว่า ธปท.น่าจะมีมาตรการพิเศษออกมาดูแลค่าเงินก่อนที่ผู้ส่งออกของไทยซึ่งเป็นเสมือนหัวรถจักรหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจขณะนี้จะพากันเดี้ยงระนาว
ยิ่งในวันศุกร์ที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา ธปท.มีการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เป็นวาระพิเศษ ในช่วง 16.30 น. เพื่อหารือในมาตรการดูแลเงินบาท แต่ไม่ได้ข้อสรุปในการออกมาตรการ เพราะติดขัดและมีการเห็นแย้งกันในข้อกฎหมาย
ยิ่งเป็นการตอกย้ำข่าวลือที่โหมกระพือ ทำให้ข่าวลวง ข่าวปล่อยในตลาดหุ้น ตลาดเงินมีมูลค่ามากขึ้น
ปรากฏการณ์ดังว่า เห็นได้ชัดจากการที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้เดินทางไปปาฐกถาพิเศษที่สมาคมธนาคารต่างประเทศคล้อยหลังจากนั้นไม่กี่วัน ปรากฏผู้บริหารธนาคารต่างประเทศได้สอบถามมาตรการดูแลเงินบาทเพื่อต้องการคำตอบหรือสัญญาณบางอย่างจากปากนายกรณ์กันอย่างมาก
แต่สิ่งที่นายกรณ์ชี้แจงคือ อำนาจในการดูแลค่าเงินบาทนั้น ธปท.มีหน้าที่ในการดูแลหรือออกมาตรการได้อย่างเต็มที่ ส่วนจะดำเนินการอย่างไรต้องถาม ธปท.
วันอังคารที่ 14 ก.ย. ผีที่แปลงกายเป็นมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ 1020% หากเข้ามาแล้วไหลออกก่อน 612 เดือน จึงออกมาหลอกหลอน
ผลที่ตามมาคือ ตลาดหุ้นปั่นป่วนหนักติดลบไปมหาศาล แมลงเม่าหลายร้อยหลายหมื่นที่หลงบินเข้าไปในกองไฟเน่าสนิท
นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนรายย่อยในตลาดตราสารหนี้ ตลาดอนุพันธ์ตราสาร ตลาดซื้อขายทองคำล่วงหน้า ต่างเจอมรสุมด้านราคาตราสารหนี้และผลตอบแทนที่ร่วงรูดลงมาจากการเทขายของนักลงทุนต่างประเทศ
ถึงตอนนี้แม้เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 30.84/86 บาทเหรียญสหรัฐ อ่อนค่าจากระดับ 30.75/77 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
หลังจากนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. ออกมาบอกว่า ในการประชุม กนง.ครั้งล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมา กนง.และผู้บริหาร ธปท.เห็นตรงกันว่า แนวทางดูแลค่าเงินบาทและการใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของ ธปท.ในช่วงที่ผ่านมานั้นยังเหมาะสม และไม่น่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงนี้
“แนวทางที่ ธปท.ใช้อยู่ยังไม่ต้องเปลี่ยนแปลง เพราะสามารถที่จะอธิบายที่มาที่ไป และการดูแลค่าเงินบาทได้” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
ก่อนอรรถาธิบายว่า การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศมาที่ประเทศในอาเซียนนั้น มาจากการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียที่ดีต่อเนื่อง และขยายตัวได้ดีกว่าเศรษฐกิจของสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศมีส่วนให้เงินไหลเข้าประเทศไทยมากเป็นพิเศษในไตรมาส 3 เนื่องจากไทยมีปัญหาการเงินผันผวนภายใน และเมื่อเหตุการณ์สงบ เงินทุนต่างชาติที่ไหลออกไปก็ไหลกลับเข้ามาชดเชยส่วนที่หายไปในช่วงวิกฤตการเมือง
แต่เมื่อมีการสอบถามถึงมาตรการสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้า ผู้ว่าการ ธปท.เลี่ยงที่จะไม่ตอบตรงๆ เพียงแต่ระบุว่า เมื่อ ธปท.มีการประชุม กนง.เพื่อชี้แจงให้คณะกรรมการทราบ อาจจะทำให้มีการตีความกันไปว่า ธปท.จะมีการออกมาตรการอะไรเพื่อสกัดกั้นการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ เพื่อลดการแข็งค่าของเงินบาท
อย่างไรก็ตาม การไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ รวมถึงการเก็งกำไรค่าเงินบาทนั้น ธปท.ได้จับตาอย่างใกล้ชิด โดยติดตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ
และเมื่อนักข่าวถามว่า หากมีความจำเป็น ธปท.มีมาตรการสกัดกั้นการไหลเข้าของเงินทุนเตรียมไว้หรือไม่ ผู้ว่าการ ธปท.ไม่ตอบ ได้แต่พยักหน้าและหัวเราะ
พิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว บอกได้คำเดียวว่า ข่าวยังไม่มีอะไรแน่นอน วิ่งไปวิ่งมาแบบนี้ เพราะยังไม่มีอะไรเคลียร์ ทำให้ผีตัวนี้ยังออกมาหลอกหลอนต่อไป
เพียงแต่วันนี้อาจจะสยบได้ แต่การไม่มีมาตรการอะไรออกมาในขณะที่ตลาดต่างประเมินว่า เงินบาทอาจแข็งค่าไปยืนในระดับ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ข่าวลือในเรื่องนี้จะยังออกมาหลอกหลอนและมีการทำรายได้จากการปล่อยข่าวอีกหลายระลอก
ถ้าไม่เชื่อโปรดติดตามดูได้!!!
ประเด็นที่ต้องมาพิเคราะห์คือ ในขณะที่สถานการณ์เงินทุนไหลบ่าเข้ามาอย่างหนัก ธปท.จะทำอย่างไร และมีเครื่องมืออะไรบ้างในการหยุดยั้งไม่ให้เงินบาทแข็งค่ารวดเร็วเกินไป
จนปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าสู่ระดับ 30.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2540 ซึ่งเป็นเดือนที่ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อครั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง
โดยตั้งแต่ต้นปี เงินบาทแข็งค่ามาแล้ว 8.4% ซึ่งนับเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค เป็นรองเพียงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และเงินริงกิตมาเลเซีย (MYR) ซึ่งทั้งคู่แข็งค่าขึ้น 1011%
ขณะที่เงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคอย่างเงินรูเปียห์อินโดนีเซีย (IDR) ดอลลาร์สิงคโปร์ (SGD) และเปโซฟิลิปปินส์ (PHP) แข็งค่ามาแค่ 4.84.9%เท่านั้น
ต้องยอมรับว่า กว่า 50% ของการแข็งค่าของเงินบาทเกิดขึ้นหลังจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง รวม 0.50% ทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งขึ้นมาแล้วเกือบ 5% เพราะเงินทุนนอกไหลมากินดอกเบี้ยในไทยที่สูงกว่าสหรัฐและยุโรป
ขณะที่สกุลเงินต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียอ่อนค่าลงราว 2%
ปรากฏการณ์เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าเงินบาทแข็งค่าเร็วกว่าค่าเงินสกุลอื่นๆ ในเอเชียโดยรวม
และค่าเงินบาทระยะสั้นอาจผันผวน แต่แนวโน้มระยะยาวน่าจะแข็งค่าต่อในปีหน้า แม้ว่าในระยะสั้นค่าเงินบาทอาจผันผวนจากการไหลเข้าออกของเม็ดเงินระยะสั้นอย่างพวกที่เข้ามาลงทุนในตลาดเงินหรือตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจหยุดหรือกลับทิศทางได้อย่างรวดเร็ว
แต่ในระยะยาว การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นต่อไปตามทิศทางของค่าเงินเหรียญสหรัฐที่น่าจะยังอ่อนค่าเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ในภูมิภาคต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับค่าเงินหยวนของจีน
ขณะที่เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ไหลเข้าค่อนข้างสม่ำเสมอ
การแข็งค่าของเงินบาท เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดมองว่า ธปท.ไม่น่าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครบทุกครั้ง ในการประชุมนโยบายการเงินอีก 2 ครั้งที่เหลือของปี
นอกจากนี้ ยังคงต้องหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการส่งออกขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งขณะนี้ ธปท.กำลังแยกแยะอยู่ว่า แต่ละกลุ่มได้รับผลกระทบอย่างไร เพื่อที่จะหาทางช่วยเหลือต่อไป ซึ่งน่าจะต้องหารือกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยให้เข้ามาช่วย
ถ้าไม่ใช่มาตรการนี้ ก็ต้องหาทางแก้ในเรื่องคำสั่งว่าด้วยการซื้อป้องกันความเสี่ยงที่ปัจจุบันกำหนดให้ผู้ซื้อต้องมีการส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐด้วย มาเป็นการซื้อฟอร์เวิร์ดได้โดยไม่ต้องมีการส่งมอบเงินเหรียญสหรัฐ
กำไรจากการป้องกันความเสี่ยงเท่าไหร่ก็รับไปเลย
ถ้าไม่ใช้วิธีการนี้ก็คงต้องหันมาใช้มาตรการสุดท้ายที่เรียกว่า “ชิลี เท็กซ์” ซึ่งนั่นก็หมายถึง การควบคุมเงินตราต่างประเทศ เพียงแต่จะกำหนดไว้ที่ 10-20% หรือ 30% ตามระยะเวลาว่าจะเป็น 6 เดือน 12 เดือนเท่านั้น
เป็นการปรับความเข้มของมาตรการให้ลดลง
หรืออาจจะกำหนดว่า ถ้าเงินทุนไหลเข้ามามีการซื้อพันธบัตร ก็ต้องมีการกำหนดว่าต้องถือพันธบัตรนี้จนหมดอายุ หรือการเก็บภาษีซื้อและขายหุ้นหรือพันธบัตร เพื่อลดการทำกำไรจากการลงทุนมากขึ้น
ถ้าไม่ทำอะไรเลย รับรองเงินบาทไหลเข้ามาหนักกว่านี้ และ ธปท.จะขาดทุนจากการใช้ทุนสำรองเข้าไปแทรกแซงหนักกว่านี้
เพราะเพียงแค่สัปดาห์แรกของเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลเข้าตลาดตราสารหนี้เฉลี่ยวันละ 5,000 ล้านบาทแล้ว
หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ อาจทำให้เงินทุนไหลเข้าเดือนเดียวเพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาทได้
แม้ว่า 8 เดือนที่ผ่านมามีเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรรวมกันทั้งหมด 1 แสนล้านบาท
และต้องไม่ลืมว่า ยิ่งออกมาตรการช้าไปนานเท่าไหร่ ความเสียหายก็ยิ่งมากมายมากขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจและภาคการส่งออกมากขึ้นเท่านั้น







