
กว่าถั่วสุกงาอาจไหม้
ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เริ่มค่อยๆ ดีขึ้นหลายตัว ในสภาพฟื้นตัวอย่างเปราะบาง
ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เริ่มค่อยๆ ดีขึ้นหลายตัว ในสภาพฟื้นตัวอย่างเปราะบาง และกระจุกตัวในกลุ่มระดับกลางบนขึ้นไป นับเป็นปัญหาที่รัฐบาลพยายามแก้ไข เร่งออกมาตรการอัดฉีดลงรากหญ้า เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ และช่วยผู้ประกอบการรายกลางรายย่อยหรือเอสเอ็มอี ให้พยุงตัวขึ้นมาผลิตเกิดการจ้างงาน โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้ผ่านงบอัดฉีดให้ผู้มีรายได้น้อย 14 ล้านคน งบประมาณ 8 หมื่นล้านบาท คาดจะเริ่มจ่ายเงินได้ประมาณเดือน ต.ค. หรือรอบปีงบประมาณหน้าปี 2561
การที่รัฐบาลออกมาตรการอัดฉีดเงินลงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือคนจน 8 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่ารัฐบาลยังคงเห็นปัญหาว่า หากจะให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริง คงต้องเพิ่มการบริโภคในประเทศไทยให้ได้ เพราะตามการรายงานภาวะเศรษฐกิจของหน่วยงานรัฐหลายแห่งยังคงระบุว่า ตัวที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของ 3-4 เดือนแรกของปีนี้ ยังคงมาจากรายได้จากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐลงทุนในโครงการระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ต่างๆ และในช่วงต้นไตรมาส 2 มีได้แรงช่วยขับเคลื่อนจากการส่งออกที่ดีกว่าที่คาดช่วยให้ 4 เดือนแรกการส่งออกของไทยโตได้มากกว่า 5% หลังจากที่ติดลบมาหลายปี
เมื่อปัญหายังอยู่ที่การบริโภคในประเทศ และการลงทุนเอกชนที่ยังติดลบ รัฐบาลจึงต้องสร้างการบริโภคในประเทศ โดยกลุ่มที่พร้อมจะจ่ายเงินทันทีที่มีเงินคือกลุ่มคนจนหรือมีรายได้น้อย หากเป็นกลุ่มคนระดับกลางหรือบน อาจจะแบ่งเงินบางส่วนที่ได้รับการช่วยเหลือไปเป็นเงินสะสม ไม่ใช้จ่าย ช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนหรือมัลติพลายเออร์ เอฟเฟกต์มูลค่าเศรษฐกิจทวีคูณขึ้นมาได้ โดยมาตรการที่จะให้สวัสดิการผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนคาดว่าจะมีประมาณ 14 ล้านคน 8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 3 หมื่นล้านบาท เป็นการช่วยมาตรการ ค่ารถเมล์ ค่ารถไฟฟรี และอีก 5 หมื่นล้านบาท มาจากกองทุนประชารัฐเพื่อสวัสดิการของผู้มีรายได้น้อย
แนวทางช่วยเหลือจะแบ่งเป็น 2 ระยะ คือระยะแรกเป็นเรื่องการช่วยค่ารถเมล์ รถไฟฟรี ส่วนลดค่าน้ำและค่าไฟฟ้า ขณะที่ระยะที่ 2 จะนำเสนอมาตรการอื่นที่จะใช้ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยระยะต่อไป จะมีทั้งการเพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุ ค่าก๊าซฯ ค่ารถไฟฟ้า การคืนภาษีให้กับผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 3 หมื่นบาท แต่ต้องเข้าโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการหารายได้จะมีทั้งมาตรการยกระดับการศึกษา การเพิ่มที่อยู่อาศัยให้กับผู้มีรายได้น้อย และแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
จะเห็นได้ว่าการช่วยเหลือดังกล่าว กว่าจะเริ่มได้ต้องรอรอบปีงบประมาณใหม่เดือน ต.ค. หรืออีกกว่า 3 เดือน ซึ่งในช่วงที่รอมาตรการดังกล่าว ไม่รู้ว่าผู้มีรายได้น้อยและเอสเอ็มอียังจะเหลือรอดรอรับมาตรการรัฐแค่ไหน รวมทั้งช่วงที่รอให้เม็ดเงิน 8 หมื่นล้านบาทกว่าจะทยอยจ่ายออกไป ช่วงนั้นก็เป็นช่วงหน้าฝนที่การบริโภคจะซบเซาเป็นปกติอยู่แล้ว
หากเป็นเช่นนี้จึงอยากให้รัฐบาลประเมินแรงส่งทางเศรษฐกิจหรือโมเมนตัมให้ดีว่า แรงส่งจากท่องเที่ยว การใช้จ่ายภาครัฐ และตัวขับเคลื่อนสำคัญจากการส่งออกจะกระเตื้องขึ้นมากพอรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจไปได้ถึง 3 เดือนมากน้อยแค่ไหน หากปล่อยให้แผ่วลงมากๆ เป็นขาลงนาน ก็อาจต้องใช้งบที่มากกว่านั้นและในเวลาที่ยาวกว่า ในการที่จะเรียกความเชื่อมั่นการบริโภคกลับคืนมาได้
ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลใช้มาตรการเชิงรุก หากเร่งมาตรการให้สวัสดิการผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียน 8 หมื่นล้านบาทให้เร็วขึ้นกว่า 3 เดือนไม่ได้ ก็ควรจะต้องมีมาตรการอื่นออกมาเรียกความเชื่อมั่นให้เกิดการบริโภค หรือกระตุ้นกลุ่มอื่นที่ยังมีกำลังซื้อให้บริโภค โดยอาจจะใช้มาตรการเดิมที่เคยใช้ได้ผลมาแล้ว หรือมาตรการใหม่ เพื่อให้ยังเกิดการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ปัญหาปากท้องของชาวบ้านจะได้ไม่ต้องอยู่ในสภาพที่คำพังเพยว่า กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้







