
โศกนาฎกรรมต้นไม้ทำเนียบฯ ในวันปรับภูมิทัศน์ซ้ำซาก
"น่าจะกระทบชิ่งไปถึงรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณด้วยเพราะใช้งบประมาณต่อการถากถางปรับพื้นที่ รื้อถอน จนต้นไม้ขนาดใหญ่มีอายุหลายสิบปีแทบจะร้องไห้ก่อนสิ้นลมคาทำเนียบฯ"
"น่าจะกระทบชิ่งไปถึงรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณด้วยเพราะใช้งบประมาณต่อการถากถางปรับพื้นที่ รื้อถอน จนต้นไม้ขนาดใหญ่มีอายุหลายสิบปีแทบจะร้องไห้ก่อนสิ้นลมคาทำเนียบฯ"
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
เพียงช่วงข้ามคืนทำเนียบรัฐบาลซึ่งเคยมีสภาพโล่งแจ้งไม่ต่างกับทะเลทรายตะวันออกกลาง ถูกเนรมิตคล้ายกับป่าซาฟารี ด้วยต้นไทรอังกฤษ ต้นปาล์มยะวา พันธุ์ไม้จากอินโดนีเซีย กว่า 70 ต้น รายรอบตึกไทยคู่ฟ้า การตกแต่งครั้งล่าสุดเป็นฝีมือของสวนนงนุช ภายใต้การควบคุมดูแลของนายพงศ์กรณ์ เบญจนราสุทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญในการดูฮวงจุ้ย จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การปรับภูมิทัศนค์ครั้งนี้เกี่ยวโยงกับการเสริมดวงต่ออายุรัฐบาลในช่วงสถานการณ์ทางการเมืองไม่มีความแน่นอน
ขณะที่คนในรัฐบาลต่างปฏิเสธการปรับภูมิทัศน์ครั้งนี้ไม่ได้คำนึงถึงหลักฮวงจุ้ยเป็นพิเศษ แม้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะออกอาการบ่ายเบี่ยง ไม่ขอชี้แจงถึงการปรับภูมิทัศน์ทำเนียบรัฐบาล แต่หากติดตามความเคลื่อนไหวรัฐบาลชุดนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารัฐบาลชุดนี้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ภายนอกและภายในทำเนียบหลากหลายวิธีด้วยกัน
โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ชุมนุมคนเสื้อแดงยุติลง มีการประกอบพิธีทำบุญ 5 ศาสนา เพื่อเรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์กลับมาคุ้มครองทำเนียบฯ มีการจัดวางค่ายกลดูดพลังเข้าทำเนียบฯตามคำแนะนำของนายวรธนัท อัศกุลโกวิท ปรมาจารย์ด้านฮวงจุ้ย ตั้งแต่ การวางกระถางต้นโกศลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นกุศล 6 กระถาง หน้าสนามหญ้าตึกไทยคู่ฟ้า การปักเสาธงขนาดใหญ่หัวเสาสีเขียว ซึ่งว่ากันว่า เป็นการลบล้างความอัปมงคล หลังจากพรามณ์เสื้อแดงเคยนำเลือดมาเททิ้งหน้าบริเวณประตูต่างๆของทำเนียบฯ
ท่ามกลางคำถาม นี่เป็นปรับภูมิทัศน์ตามหลักฮวงจุ้ยอย่างเดียว หรือมีเหตุผลอื่นมาประกอบด้วย โดยเฉพาะการสอดแทรกความนิยมชมชอบของผู้นำประเทศแต่ละยุคสมัย ประเด็นนี้ก็ดูจะไม่ใช่เกิดขึ้นกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลแรก เพราะย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย มีการระดมปลูกต้นไม้มากถึงขั้นตกดึกยุงออกมาอาละวาด ครั้งนั้นมีการนำต้นปาล์มและต้นไม้สูงมาปลูก บ่งบอกถึงคนรักต้นไม้ การันตีได้จากบ้านเกิดเมืองตรัง เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่เหมือนเข้าไปในป่ากลางเมือง ซึ่งการปรับภูมิทัศน์ในรัฐบาลปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับสมัยรัฐบาลนายชวนเป็นอย่างมาก
ต่อมาสมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา มีการนำต้นข่อยทรงพุ่มเสริมข้างทางขึ้น จนเคยมีการพูดติดตลกระหว่างทีมที่ปรึกษาอดีตนายกฯบรรหารกับนักข่าวว่าเป็นการแก้เคล็ดรัฐบาลที่ได้ฉายาปลาไหลใส่สะเก็ท สำหรับช่วงรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มาตามสไตล์นายทหาร สภาพภูมิทัศน์ทำเนียบฯจึงเป็นไปในลักษณะเรียบง่ายไม่หวือหวา อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น กระทั่งมาถึงรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักธุรกิจ ซึ่งเป็นคนใจใหญ่ทุ่มไม่อั้น พร้อมทีมงานรอบข้างที่มีทั้งนักคิดขมองอิ่ม หมอดูระดับเซียนเรียกพี่ ต่างให้คำแนะนำมากหลายหลายทาง จึงเกิดการปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่
ส่งผลให้ภูมิทัศน์ยุคเก่าควรค่าอนุรักษ์ ทิ้งไว้เป็นตำนาน เปิดฉากสู่การปรับปรุงอิงยุคสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นต้นข่อยทรงพุ่มยุคอดีตนายกฯบรรหารถูกรื้อทิ้ง พร้อมกับนำพ้นธุ์ดอกไม้ที่ตัวเองชื่นชอบมาปลูกไว้ริมเส้นทางก่อนมุ่งหน้าเข้าตึกบัญชาการ
ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่า สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ นับว่าใช้งบประมาณลงทุนปรับภูมิทัศน์สูงกว่าครั้งใด เพราะช่วงนั้นตรงกับการเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค ซึ่งก็เป็นจังหวะประเหมาะใช้โอกาสเดียวกันนั้นปรับภูมิทัศน์ตามหลักฮวงจุ้ยไปด้วย ดังนั้นการที่นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาท้วงติงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ปรับภูมิทัศน์ทำเนียบเป็นการทำเรื่องไม่เป็นประโยชน์ ก็น่าจะกระทบชิ่งไปถึงรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณด้วยเพราะใช้งบประมาณต่อการถากถางปรับพื้นที่ รื้อถอน จนต้นไม้ขนาดใหญ่มีอายุหลายสิบปีแทบจะร้องไห้ก่อนสิ้นลมคาทำเนียบฯ
ครั้งนั้นยังมีการทุบทำลายกำแพงคอนกรีตก่อสร้างใหม่เป็นกำแพงเหล็กดัดมีรูระบาย ซึ่งเข้าหลักฮวงจุ้ยต้องการดูดพลังอำนาจเข้าทำเนียบ แต่รัฐบาลสมัยนั้นอ้างว่าต้องการสะท้อนให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลทักษิณมีความโปร่งใสในการทำงานตรวจสอบได้ แม้แต่รั้วกำแพงทำเนียบฯยังโปร่งใสให้ประชาชนผ่านไปผ่านมาเห็น รวมถึงการติดตั้งน้ำพุด้านลานจอดรถริมคลองผดุงกรุงเกษม ก็เกิดขึ้นในรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ เช่นกัน
อาจกล่าวได้ว่าแต่ละยุคมีการเปลี่ยนแปลงพร้อมยกเหตุผลให้ดูดีตลอด จะหลักฮวงจุ้ย หรือเพื่อความจำเป็นเหมาะสม แต่ที่แน่ๆ การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใดๆ ส่งผลไปถึงต้นไม้น้อยใหญ่ในทำเนียบฯ ตกอยู่ในชะตากรรมไม่แน่นอน ไม่ต่างกับความเป็นไปของรัฐบาลที่วันดีคืนดีอาจจะถูกรื้อถอนเมื่อไหร่ก็ได้







