posttoday
ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ยิ่งตั้งช้าต้นทุนยิ่งสูง

ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ยิ่งตั้งช้าต้นทุนยิ่งสูง

09 พฤษภาคม 2560

รัฐบาลตั้งเป้าหมายผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

รัฐบาลตั้งเป้าหมายผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ไว้ถึง 2 ล้านล้านบาท เป็นเวลา 7 ปี เพื่อเป็นส่วนหนึ่งให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มศักยภาพปีละ 4-5% โดยหนึ่งในแหล่งเงินสำคัญ คือการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) ที่นอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อระดมเงินจากประชาชนทั่วไปและนักลงทุนนำมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ยังเป็นการลดการกู้เงินภาครัฐเพื่อควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะอีกด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ประเมินฐานะการคลังของประเทศในระยะปานกลาง 5 ปี ช่วงปี 2560-2564 จะมีหนี้สาธารณะในปีงบประมาณ 2560 คาดว่าอยู่ที่ 44.1% และเพิ่มขึ้นเป็น 46.3% ในปีงบประมาณ 2564 ระดับภาระหนี้ต่องบประมาณอยู่ในระดับ 8.3% ในปีงบประมาณ 2560 และเพิ่มขึ้นเป็น 10.2% ในปีงบประมาณ 2564

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มีนโยบายลดการขาดดุลงบประมาณเพื่อให้การทำงบประมาณเข้าสู่สมดุลโดยเร็ว เพื่อสร้างเสถียรภาพระยะยาวให้กับระบบการคลังของประเทศ กระทรวงการคลังจึงจำกัดการกู้เพื่อลงทุนโครงการภาครัฐดังกล่าวไว้ที่ 60% ของวงเงินลงทุนทั้งหมด เพื่อที่ในระยะยาว หนี้สาธารณะของไทยจะมีสัดส่วนไม่เกิน 60% ของจีดีพีตามกรอบความยั่งยืนที่กำหนดไว้

พร้อมกันนั้น ก็ให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ไปใช้แหล่งเงินอื่นๆ ที่จัดสรรไว้ คือ การร่วมลงทุนของรัฐกับเอกชน หรือพีพีพี สัดส่วน 20% เงินงบประมาณ 10% รายได้ของรัฐวิสาหกิจเจ้าของโครงการ 8% และจากไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ อีก 2%

โดย อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เชื่อมั่นว่าไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนรายย่อยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากให้ผลตอบแทนในระดับที่ดี ที่สร้างแรงจูงใจให้กับนักลงทุนได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระทรวงการคลังจะเร่งผลักดันไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว แต่ความคืบหน้าเป็นไปได้ช้ามาก เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่จึงมีปัญหาในการจัดตั้งกองทุนมากมาย เช่น ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

ขณะที่ วงเงินจัดตั้ง เดิมตั้งไว้ 1 แสนล้านบาท ต้องตัดแบ่งเริ่มแรกที่ 1 หมื่นล้านบาท และสุดท้ายมาลงตัวที่ 4.4 หมื่นล้านบาท ด้วยการบรรจุโครงการก่อสร้างทางด่วนมอเตอร์เวย์ของกรมทางหลวง และทางด่วนพิเศษสายพระราม 3-ดาวคะนอง ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ไว้ในกองทุน โดยเงินที่ได้จากการขายหน่วยลงทุนจะนำไปก่อสร้าง 2 โครงการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแรงจูงใจที่ประชาชนทั่วไปและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศสนใจจะซื้อกองทุน คืออัตราผลตอบแทนที่ต้องจูงใจมากพอ เนื่องจากเป็นกองทุนใหม่ ที่คนไม่คุ้นเคย ทำให้กระทรวงการคลังต้องออกมาประกาศว่าจะมีการประกันผลตอบแทนขั้นต่ำ ซึ่งขณะนี้ยังไม่แน่นอนว่าอยู่ที่อัตรา

เท่าไหร่ แต่ประเมินว่าอยู่ที่ 7-8%

โดยการประกันผลตอบแทนดังกล่าว คลังวางแนวทางไว้ว่าจะใช้เงินงบประมาณส่วนหนึ่ง อีกส่วนมาจากการโอนรายได้ของหน่วยงานที่ใช้เงินจากไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ไปลงทุนก่อสร้าง ซึ่งพบว่ามีอุปสรรคทั้งคู่คือ สำนักงบประมาณ แสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับภาระงบประมาณที่จะต้องใส่ในกองทุนเพื่อประกันผลตอบแทนให้กับนักลงทุน ทำให้ทำให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ต้องทำความเข้าใจกับสำนักงบประมาณว่า การระดมทุนจากนักลงทุนครั้งแรก 3-4 หมื่นล้านบาทนั้น โครงการมีผลตอบแทนแล้วของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)ที่จะโอนรายได้ส่วนหนึ่งมาให้กองทุนเพื่อจ่ายผลตอบแทนให้กับนักลงทุน

แต่เมื่อเอาเข้าจริง กทพ.ที่ถูกวางไว้ให้โอนเงินรายได้รายได้ 45% ของทางด่วนเส้นทางฉลองรัฐ และทางด่วนบูรพาวิถี ให้กับกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ เป็นเวลา 30 ปี เพื่อแลกกับเงินลงทุนที่ได้จากการขายหน่วยลงทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ 4.4 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปสร้างทางด่วนพิเศษ หรือมอเตอร์เวย์นั้น กระทรวงคมนาคมและ กทพ.กลับเห็นว่า แนวทางดังกล่าวทำให้ กทพ.มีต้นทุนการเงินที่สูงกว่าการกู้เงินปกติ

โดยกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้ กทม.ชะลอการเซ็นสัญญาโอนเงินรายได้ 45% ให้ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ไปก่อน และให้ กทพ.ศึกษาว่าการระดมทุนผ่านไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ต้นทุนสูงกว่าการกู้เงินหรือไม่ ซึ่งมีโอกาสที่ต้นทุนจะสูงกว่าอยู่แล้ว เนื่องจากปัจจุบันการออกพันธบัตรรัฐบาลกู้เงินนั้น ดอกเบี้ยเพียง 3% เท่านั้น

นอกจาก กทพ.แล้ว ยังมีหน่วยงานหลายแห่งที่ไม่สนใจการระดมทุนผ่านไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ เพราะต้องการกู้เงินตามปกติเพื่อมาลงทุนโครงการมากกว่า และเมื่อถึงสิ้นปีก็นำส่งรายได้ให้คลังในอัตรา 30-40% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่ภาระหนี้ตกอยู่กับกระทรวงการคลังเช่นเดิมวิธีนี้ทำให้ กทพ.หรือหน่วยงานอื่นที่มีโครงการลงทุน โดยไม่ต้องโอนรายได้ให้กับไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ก่อน

ด้วยเหตุนี้ การเลื่อนออกกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์จึงแทบไม่มีผลกระทบต่อโครงการลงทุนของประเทศ เพราะยังมีแหล่งเงินอื่นให้กู้มาลงทุนได้ แต่ผลกระทบที่สำคัญที่จะเกิดขึ้น คือ ภาระหนี้ของประเทศ

ชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการ สคร. ยอมรับว่า การระดมทุนจากกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์มีความจำเป็นในการพัฒนาประเทศไทย เพราะการกู้เงินมีข้อจำกัด เนื่องจากจะทำให้หนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 43% ของจีดีพีสูงขึ้น แม้ว่าตอนนี้ยังอยู่ห่างจากกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพีก็ตาม เพราะประเทศต้องการเงินเพื่อลงทุนอีกมาก เฉพาะการลงทุนด้านคมนาคมขนส่งในระยะเวลา 7 ปี ก็มีมูลค่าถึง 2 ล้านล้านบาท หากใช้เงินกู้ทั้งหมดก็จะทำให้หนี้สาธารณะเต็มเพดาน 60% ของจีดีพี จะไม่สามารถกู้เงินไปลงทุนพัฒนาประเทศด้านอื่น เช่น ด้านการศึกษา หรือสาธารณสุข ได้เลย

ฉะนั้น ในแง่เสถียรภาพทางการคลังแล้ว กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์จะเป็นโครงสร้างทางการเงินของประเทศที่จะช่วยให้ลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศไทย แต่ในด้านต้นทุนนั้น การตั้งกองทุนล่าช้าไปมากเท่าไหร่ ต้นทุนผลตอบแทนก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลก ที่ส่งผลให้ดอกเบี้ยในตลาดเงินขยับขึ้นตาม ทำให้ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์อาจไม่คุ้มที่จะนำมาเป็นเครื่องมือระดมทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และลดภาระหนี้สาธารณะอย่างที่ตั้งใจไว้

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่