
เมื่อถูก ‘ตีทะเบียนคดี’
วันนั้นผมกลับบ้าน เห็นสิ่งผิดปกติจากเอกสารตราครุฑ ผูกติดไว้ตรงประตูหน้าบ้าน ผมคลี่ออกมาดูพบเป็นจดหมายจากกองปราบปราม
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
วันนั้นผมกลับบ้าน เห็นสิ่งผิดปกติจากเอกสารตราครุฑ ผูกติดไว้ตรงประตูหน้าบ้าน ผมคลี่ออกมาดูพบเป็นจดหมายจากกองปราบปรามมอบอำนาจโดยนายกรัฐมนตรีเวลานั้น ให้มาดำเนินคดีกับผมข้อหาหมิ่นประมาททำให้เสียชื่อเสียง จากบทความที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่โปร่งใสในการบริหารประเทศ
จำไม่ได้ว่าเป็นปีอะไรแน่ชัด แต่น่าจะปี 2548 หรือ 10 กว่าปีมาแล้วอยู่ในช่วงการเมืองคุกรุ่นที่กระแสต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เริ่มก่อตัวจากความไม่พอใจในการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จด้วยข้อวิจารณ์มากมายว่า เต็มไปด้วยผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัว
จดหมายของกองปราบฯ แผ่นนั้น กำหนดให้ผมต้องไปรายงานตัวรับทราบข้อกล่าวหาตามวันเวลานัดหมาย ผมตกใจเพราะไม่เคยถูกฟ้องร้องตรงเจาะจงชื่อเหมือนอย่างนี้ ไม่รู้จะต้องทำอย่างไร นายกรัฐมนตรีให้เกียรติมาฟ้องร้องเราเชียวนะ ทั้งที่ผมไม่ใช่เจ้าของสื่อ หรือคอลัมนิสต์ดัง แต่เป็นผู้สื่อข่าวสายการเมืองภาคสนามธรรมดา ที่ต้องทำหน้าที่เขียนวิเคราะห์การเมืองเป็นประจำ ทว่า สุดท้ายก็เข้าใจได้เพราะขณะนั้นไม่ใช่คนเดียวที่ถูกฟ้อง มีสื่อมวลชนรายใหญ่ พิธีกร เอ็นจีโอที่วิพากษ์นายกรัฐมนตรีถูกฟ้องดำเนินคดีด้วย หนักสุดก็พ่วงคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายหลายร้อยล้าน
ช่วงนั้นสถานการณ์การเมืองร้อน ผู้นำประเทศใช้อำนาจทุกอย่างสกัดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่เฉพาะฝ่ายค้าน หนังสือพิมพ์ที่ทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้าน ถูกคุกคามทั้งทางตรงทางอ้อม ตัดท่อน้ำเลี้ยง เพิกถอนโฆษณา เวลานั้นยังไม่มีสื่อออนไลน์ Twitter หรือ Facebook ที่คนไทยใช้กันแพร่หลายติด 1 ใน 10 ของโลกเหมือนปัจจุบัน การฟ้องร้องเพื่อปิดปากสื่อกระแสหลัก หวังลดกระแสต้านยังได้ผลอยู่
คนมีคดีติดตัว แม้เป็นคดีลหุโทษหมิ่นประมาท ขณะที่หนังสือพิมพ์ต้นสังกัดของผม ส่งทนายมาช่วยดูแลคดีอย่างดี แต่ก็สร้างความกังวลใจให้ผมตลอด เพราะต้องไปรายงานตัวกับกองปราบฯ ที่ส่งฟ้องยังอัยการ ขั้นตอนตรงอัยการนี่กว่าจะตัดสินฟ้องศาลให้เราตกเป็นจำเลยหรือไม่ ก็ใช้เวลาอยู่นาน
ผมมั่นใจว่า ข้อเขียนของผมติชมอย่างสุจริตและเป็นธรรม ยึดถือผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะสื่อมีหน้าที่ตรวจสอบการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำประเทศ ในฐานะเป็นบุคคลสาธารณะที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน และข้อมูลที่เขียนก็นำมาจากหน่วยงานตรวจสอบที่เชื่อถือได้ แต่แน่นอน ผู้ได้รับผลกระทบสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องปกป้องชื่อเสียงได้ตามกระบวนการยุติธรรม
ผลกระทบจากการถูกฟ้องร้อง มันได้ผลจริง ผมเพิ่งทำงานข่าวครบ 10 ปีพอดี รู้สึกเสียขวัญไม่น้อย ต้องยอมลดโทนการวิจารณ์ลง เพราะกลัวจากคดีติดตัวและเกรงใจหนังสือพิมพ์ต้นสังกัดไม่อยากให้เขาต้องมีคดีเพิ่มจากข้อเขียนของเรา ทุกเดือนผมและทนายต้องเดินทางไปรายงานตัวกับอัยการเพื่อเลื่อนฟ้อง นานเกือบ 4 ปี รวมเกือบ 50 ครั้ง กว่าคดีจะยุติในชั้นอัยการได้ที่สุดท้ายก็สั่งไม่ฟ้องผม
อัยการบอกว่า คดีของผมเป็นคดีการเมือง จึงยังสั่งฟ้องไม่ได้ อยู่ที่นโยบายระดับบน เวลาผ่านไปปีกว่า เกิดปฏิวัติ คมช. แต่อัยการก็ตัดสินใจไม่ได้อีกว่าจะฟ้องหรือไม่ เพราะรอผู้มีอำนาจยุคใหม่ที่เข้ามาชี้ว่าจะเอาอย่างไรกับคดีหมิ่นประมาทเหล่านี้ ใจผมอยากให้มีการฟ้องให้รู้แล้วรู้รอด เพราะเชื่อมั่นว่าไม่มีทางผิดแน่นอนเพราะเขียนบนหลักสุจริต กระทั่งหลายปีต่อมา บทความต้นเหตุที่ถูกฟ้องชิ้นนี้ก็ตอกย้ำผ่านคำตัดสินของศาลฎีกานักการเมืองว่ามีการทุจริตจริง
การมีคดีติดตัว มันรบกวนจิตใจการทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงสู่สังคม เพราะไม่รู้คดีจะจบเมื่อไร ยิ่งเป็นคดีการเมืองด้วยแล้วก็ยิ่งลำบาก เพราะกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำ กลางน้ำ อยู่ในมือผู้มีอำนาจหมด สื่อจะถูกมองว่าเป็นฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาล ทั้งที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน คอยตรวจสอบผู้มีอำนาจที่ใช้งบประมาณภาษีประชาชนไม่ให้ทุจริต เจอผู้นำที่ลุอำนาจ ใจไม่กว้างก็เหนื่อยหลายยก
การทำงานของสื่อมวลชนในภาวะรัฐรวมศูนย์ เป็นไปอย่างยากลำบากมาก เพราะถูกนักการเมืองกลั่นแกล้งด้วยการฟ้องร้องข่มขู่ บีบทาง ธุรกิจ โดยเฉพาะสถานการณ์เปลี่ยนผ่านปัจจุบันปี 2560 รัฐบาลมีกฎหมายมากมายทั้ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 97,103 ที่ใช้เป็นเครื่องมือห้ามสื่อวิจารณ์เนื้อหาที่กระทบต่อความมั่นคงที่กินความกว้างมาก ยังจะออกกฎหมายควบคุมสื่ออีก หากลงเอยด้วยการกวาดต้อนสื่อทุกประเภทไปขึ้นทะเบียน ต่อไปประชาชนเจ้าของประเทศก็จะรู้ความจริงเพียงครึ่งเดียว







