posttoday

สปท.โยนระเบิดใส่รัฐบาล เดินหน้าออกกม.คุมสื่อ

02 พฤษภาคม 2560

การถอยยอมปรับเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงเป็นการปลดชนวน ลดกระแสต้าน เพื่อไม่ให้แรงกดดันประดังเข้ามารุมเร้า คสช.ในอนาคต

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ส่งสัญญาณ “ถอย” แบบแบ่งรับแบ่งสู้ เมื่อสุดท้ายคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านสื่อสารมวลชน ตัดเนื้อหาบาง ส่วนในร่าง  พ.ร.บ.การคุ้มครอง สิทธิ เสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ในช่วง โค้งสุดท้ายก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ สปท.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรกการขึ้นทะเบียนเพื่อขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพซึ่งถือเป็นปมสำคัญที่ทางองค์กรสื่อและประชาชนทั่วไปออกมาคัดค้านเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

ยิ่งต่อมาภายหลังทาง กมธ.ได้เพิ่มเติมเนื้อหาไปกำหนดโทษผู้ที่ฝ่าฝืนต้องจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท ที่เกรงว่าจะนำไปสู่ปัญหาในทางปฏิบัติและกระทบกับคนทั่วไปจำนวนมาก เพราะคำนิยามสื่อมวลชนที่กว้างจนครอบคลุมพลเมืองเน็ต บล็อกเกอร์ และสื่อพลเมือง

ทว่าแม้จะตัดเนื้อหาเรื่อง “ใบอนุญาต” แต่ก็ปรับเป็น “ใบรับรอง” แต่ก็ยังคงเนื้อหาในประเด็น “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” จำนวน 15 คนที่ยอมปรับลดโควตาตัวแทนคณะกรรมการฯ จากภาครัฐจาก 4 คน เหลือ 2 คน และเพิ่มโควตาให้มีคณะกรรมการฯ ที่เป็นตัวแทนจากสื่อเพิ่มเป็น 7 คน

แน่นอนว่าการขยับครั้งนี้ถือเป็น การถอยแบบไม่สุดซอย แถมยังเป็น ที่กังขาว่าหากเสียงคัดค้านแผ่วลงไป ประเด็นต่างๆ ที่เคยตัดออกไปจะถูกยัดกลับเข้ามาสู่ร่างกฎหมายในช่วงการพิจารณาในขั้นตอนต่างๆ ต่อจากนี้หรือไม่

ดังจะเห็นว่าท่าทีก่อนหน้านี้ รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความพยายามเข้ามาจัดระเบียบควบคุมทิศทางการทำงานอยู่หลายครั้ง ตั้งแต่เรียกผู้ดำเนินรายการเจ้าของสถานีเข้าไปปรับทัศนคติ เรื่อยไปจนถึงการระงับการออกอากาศและถอนใบอนุญาต

ก่อนจะนำมาสู่ร่างกฎหมายฉบับนี้ซึ่งคล้ายจะมีสัญญาณไฟเขียวให้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับการจัดระเบียบสื่อมวลชนให้อยู่ในกรอบที่ต้องการ ด้วยแนวคิดที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า หากควบคุมการทำงานของสื่อได้ก็จะไม่มีการเข้าไปขุดคุ้ยเรื่องฉาว เงื่อนงำความไม่โปร่งใสในการบริหารของรัฐบาล อันมีแต่จะฉุดความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.ให้ลดลง  

จนปรากฏสัญญาณถอยในช่วงโค้งสุดท้าย หลังเสียงต้านเริ่มหนาแน่นและขยายวงกว้าง และสุ่มเสี่ยงว่า หากเดินหน้าต่อไปย่อมพานกระทบไปถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลในช่วง หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญนับจากนี้

เริ่มตั้งแต่ประเด็นแรก ในแง่มุมของกฎหมายที่อาจเป็นปัญหาวุ่นวายในอนาคต เมื่อล่าสุด ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมาระบุว่า หากเขียนควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนก็จะเป็นการขัดกับความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้สื่อมีสิทธิและเสรีภาพในการทำงาน

หากปล่อยให้เดินหน้าต่อไปสุดท้ายย่อมนำไปสู่การร้องเรียนให้ตรวจสอบที่จะสร้างความวุ่นวายไม่จบสิ้น รวมทั้งอาจมีผลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายถูกไล่บี้เอาผิดในอนาคต 

ประเด็นที่สอง พลังคัดค้านที่ขยายวงมากขึ้น จากเดิมที่ 30 องค์กรสื่อผนึกกำลังออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ตั้งแต่แรก ก่อนจะรุกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้กลุ่มอื่นๆ เริ่มออกมาขยับเข้าช่วยกันคัดค้าน

โดยเฉพาะกับการผู้ใช้โซเชียล มีเดียจำนวนมากที่เข้าข่ายความเป็นสื่อมวลชนตามคำนิยาม ซึ่งต้องมาขึ้นทะเบียนขอใบอนุญาต อันสวนทางกับกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ต้องเปิดกว้างและใช้ช่องทางให้สังคมร่วมตรวจสอบกันเองมากกว่าการออกกฎเกณฑ์เข้ามาควบคุม

การผลักคนกลุ่มนี้ไปเป็นศัตรูที่ยืนอยู่ตรงข้ามรัฐบาลย่อมไม่เป็นผลดีทั้งระยะสั้นและระยะยาว ยิ่งในช่วงนี้ที่แนวร่วมซึ่งเคยสนับสนุนรัฐบาล คสช.เริ่มลดน้อยถอยลงไปทุกที

การถอยยอมปรับเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจึงเป็นการปลดชนวน ลดกระแสต้าน เพื่อไม่ให้แรงกดดันประดังเข้ามารุมเร้า คสช.ในอนาคต แต่ก็ใช่ว่าความพยายามควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนจะหมดไป

ตามขั้นตอนหลัง สปท.มีมติเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวแล้วก็จะส่งต่อไปยัง ครม.เพื่อพิจารณาและส่งกลับเข้ากระบวนการออกกฎหมาย โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

เมื่อสุดท้าย สปท.มีมติ 141 ต่อ 13 เสียง เห็นชอบกับร่างกฎหมายดังกล่าว เผือกร้อนนี้ก็จะถูกส่งต่อไปยัง คสช. เพื่อที่จะพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เหมือนกับ ที่ บุญเลิศ คชายุทธเดช อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านสื่อสารมวลชน ซึ่งเรียกร้องให้ สปท.ถอนร่างกฎหมายออกไปพิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน เพราะ “ถ้า สปท.ลงมติเห็นชอบก็เท่ากับ สปท.ส่งระเบิดเวลาไปให้คณะรัฐมนตรีนั่นเอง เป้าถูกวิจารณ์จะเปลี่ยนจาก สปท.เป็นรัฐบาลทันที โดย สปท.ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ”

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด พลังกาญจน์ เอฟซี พบ เมืองทอง ไทยลีก วันนี้ 17 ม.ค.69