
บ้านเลขที่ 183 (1)
วันหนึ่งในเดือน พ.ค. 2552 คณะบรรณาธิการของนิตยสารฉบับหนึ่งจากกรุงเทพฯ ได้มาเยือนบ้านเลขที่ 183
โดย...ถาวร หลีกภัย
วันหนึ่งในเดือน พ.ค. 2552 คณะบรรณาธิการของนิตยสารฉบับหนึ่งจากกรุงเทพฯ ได้มาเยือนบ้านเลขที่ 183 ถนนวิเศษกุล จ.ตรัง อันเป็นบ้านเกิดของผม โดยที่มี ระลึก หลีกภัย น้องชายของผมเป็นผู้ต้อนรับ
วันนั้น ระลึก น้องชายยังได้เย้ามากับผมที่อยู่ด้วยว่า “นี่คือนักเขียนคนใหม่ กำลังเขียนบันทึก ความทรงจำ” ผมจึงได้มีโอกาสพูดคุยกับสุภาพสตรีผู้เป็นเจ้าของนิตยสารฉบับนี้ในเวลาต่อมา
มีอยู่ประโยคหนึ่ง ซึ่งท่านสุภาพสตรีผู้นี้กล่าวออกมาแล้วสะดุดใจผมก็คือ ประโยคที่ว่า “ดูจาก สถานที่ ดูไม่ออกว่า ครอบครัวนี้ยากจนได้อย่างไร” คงหมายถึงบ้านผม หรือว่าบ้านแม่ถ้วน หลีกภัย ที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
บ้านแม่ถ้วน หลีกภัย เมื่อ 60 ปีก่อนคือ บ้านเลขที่ 94 ไม่ใช่เลขที่ 183 อย่างที่เห็นอยู่ในขณะนี้ ดังนั้นผมจึงได้เรียนกับสุภาพสตรีท่านนี้ในวันนั้น ว่า “ถ้าท่านเห็นภาพถ่ายเด็กบ้านนี้ในอดีตแล้วก็จะตอบคำถามนี้ได้ดีกว่าคำพูดถึงร้อยคำพันคำ”
ภาพนี้เป็นอย่างไร
ภาพนี้ถ่ายเมื่อปี พ.ศ. 2492 โดยพี่กิจ หลีกภัย ผ่านมา 60 ปีแล้ว และบรรยายได้ โดยจากซ้ายไปขวา มีจงจิตต์ ถาวร ชวน และท่ามหว้ากับท่ามหลุ่งและสวัสดิ์ จงจิตต์ ถาวร ชวน และสวัสดิ์เป็นลูกแม่ถ้วนกับนายนิยม หลีกภัย ส่วนท่ามหว้ากับท่ามหลุ่ง เป็นเพื่อนเล่นในวัยเด็ก
ในภาพเด็กทุกคนไม่มีรองเท้าใส่ และขอบอกว่ากางเกงที่ผมใส่ก็เป็นกางเกงที่ใส่ไปโรงเรียน ด้วย ผมมีเพียงเสื้อ 1 ตัว กับกางเกง 1 ตัว ที่จะต้องแปลงร่างเป็นชีเปลือยในวันหยุดซักผ้า และต้องรอจนกว่าเสื้อผ้าจะแห้ง เมื่อเริ่มโตขึ้นและมีความอายถึงได้หาผ้าขาวม้าเก่าๆ มานุ่ง
ในภาพจะเห็นอีกว่า ผมคาดเข็มขัดลูกเสือซึ่งมีคำขวัญอยู่ที่หัวเข็มขัดว่า “เสียชีพ อย่าเสียสัตย์” อันเป็นคำขวัญที่ผมได้ยึดมั่นถือมั่นมาตลอดในการประกอบอาชีพการงานของผมและมักจะตรงกันข้ามกับวงการธุรกิจที่ผมได้มีประสบการณ์มาแล้ว
อย่างไรก็ตาม บ้านหลังนี้เมื่อ 60 ปีก่อนยังเป็นบ้านของครอบครัวที่ต้องถือว่ายากจน และปากกัดตีนถีบ ตัวบ้านเป็นเพียงกระท่อมที่ตั้งอยู่บนดินเท่านั้น ฝาทำจากไม้หมากผ่าซีก และหลังคามุงจาก เกิดฝนตกทีไรน้ำก็จะรั่ว ต้องวิ่งหาภาชนะอะไรก็ได้มารองน้ำ เวลาหนูวิ่งผ่าน ผมถึงกับกระโดดขึ้นเตียง เพราะกลัวหนู คิดว่าในสมัยนั้นตัวคงจะเล็กมากจนเห็นหนูเป็นสัตว์น่ากลัวไปได้ ส่วนถนนหน้าบ้านคงเป็นถนนลูกรังแคบๆ ไม่ได้ใหญ่โตอย่างที่เห็น
ต่อมาเมื่อผมโตจนเข้าประถมที่โรงเรียนเทศบาล 1 แล้ว บ้านกระท่อมถึงได้เปลี่ยนไปเป็นบ้านไม้ 2 ชั้นที่หลังคาด้านหน้าบ้านมุงสังกะสี ในขณะที่ด้านหลังของบ้านยังมุงหลังคาจากอยู่ ส่วนพื้นที่ตรงกลางเปิดโล่งใช้เป็นที่โม่แป้งทำขนม ในช่วงนี้เองที่มีเหตุการณ์ระทึกใจ คือผมเกือบเป็นต้นเหตุทำให้บ้านไฟไหม้ เนื่องจากว่าในคืนหนึ่งผมซึ่งนอนอยู่ด้านหลังบนชั้น 2 ของบ้านได้จุดตะเกียงแบบมีไส้ อ่านหนังสือและเผลอม่อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนเพลีย มือจึงไปปัดโดนตะเกียงล้มเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นจนเกือบจะโดนหลังคาจากอยู่แล้ว ดีว่าผมตื่นตกใจและได้ตะโกนเรียกคนในบ้านให้มาช่วยดับไฟไว้ได้ทัน ซึ่งก็เป็นพี่สวัสดิ์ซึ่งนอนอยู่ชั้นเดียวกับผม
จำได้ว่าพี่สวัสดิ์คว้าผ้าห่มผืนหนึ่งใช้ฟาดไปที่กองไฟจนดับไปในที่สุด แต่ว่าเหตุการณ์นี้ก็ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำของผมไม่เคยดับสนิทเลย
ผมเกิดที่บ้านเลขที่ 183 ใน พ.ศ. 2483 ในเวลานั้นบ้านอยู่ในป่ายาง ผมจึงคุ้นเคยกับต้นยางมาตั้งแต่จำความได้ ยังจำต้นยางบางต้นได้ต้นไหนน้ำยางน้อย ต้นไหนน้ำยางมาก แต่โดยเฉลี่ยทั้งสวนแล้วต้องถือว่าให้น้ำยางน้อยมาก เพราะเป็นยางพันธุ์เก่าให้น้ำยางน้อย แล้วความสวยงามของธรรมชาติก็มาปลอบใจ เมื่อใบไม้สีเขียวเกือบทั้งปีเปลี่ยนสีสันเป็นสีเหลืองสีแดง สวยงามไปทั้งป่ายาง ชื่นชมอยู่ไม่นานใบก็ร่วงหล่นปกคลุมผืนดินไปทั่ว เมื่อมีใบไม้มากมายเช่นนี้ ก็เป็นภาระหน้าที่ที่ชาวสวนต้องรีบป้องกันภัยจากไฟไหม้สวนยาง แม่ถ้วนจะให้ลูกชายทุกคนไปช่วยกันกวาดใบยาง โดยให้กวาดใบยางออกจากโคนต้นยาง โดยมีรัศมีห่างจากต้นประมาณ 2 เมตร ทั้งนี้เพื่อป้องกันเอาไว้ ถ้าเกิดไฟไหม้สวนยาง ความร้อนจะไม่ลุกลามทำให้ต้นยางเสียหายได้และต้นเหตุไฟไหม้ก็เกิดขึ้นได้ง่ายมาก แค่คนทิ้งก้นบุหรี่ที่ยังไม่ดับเสียก่อนและมีใบยางแห้งเป็นเชื้อไฟอย่างดี ก็ทำให้ไฟไหม้ไปทั้งสวนยาง
วันหนึ่งพี่กิจได้ไปกวาดใบยางที่สวนยางหลังบ้านภายใต้ใบไม้ที่ปกคลุมดิน อาจจะมีสัตว์ที่มีพิษ เช่น งู ซ่อนตัวอยู่ได้และเมื่อมีใบยางที่ร่วงหล่นปกคลุมไปทั่ว เราก็ไม่สามารถมองเห็นมันได้เลยวันนั้นโชคไม่ดี พี่กิจโดนงูกะปะฉกกัด และเป็นที่ทราบกันว่างูกะปะเป็นงูที่มีพิษร้ายแรง อาจทำให้ถึงตายได้ถ้ารักษาไม่ทัน ทันทีที่แม่ถ้วนรู้ว่าพี่กิจโดนงูกัด แม่ก็รีบพาพี่กิจนั่งสามล้อไปโรงพยาบาลทันทีท่ามกลางความห่วงใยและเป็นกังวลของพวกน้องๆ ทางบ้าน พี่กิจต้องนอนอยู่โรงพยาบาลหลายวันทีเดียว ในขณะที่น้องๆ เฝ้ารอ และเมื่อได้รับข่าวดีว่า พี่กิจมีอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ความมีชีวิตชีวาถึงได้กลับคืนมาที่บ้านนี้อีกครั้ง







