posttoday

เปิดร่าง กม.ตีทะเบียนสื่อ ย้อนยุคความคิดประชาชน

29 เมษายน 2560

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาทันทีภายหลังสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เตรียมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ในวันที่ 1 พ.ค.

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาทันทีภายหลังสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เตรียมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ในวันที่ 1 พ.ค. ท่ามกลางเสียงท้วงติงขององค์กรสื่อสารมวลชน เนื่องจากมีเนื้อหาหลายประเด็นที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน

แม้ขั้นตอนภายหลังของ สปท.ให้ความเห็นชอบ จะต้องมีการส่งร่าง พ.ร.บ.ให้คณะรัฐมนตรีและส่งมาให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อีกครั้ง แต่ก็มีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจรัฐทบทวนเนื้อหาในร่างกฎหมายดังกล่าว

สำหรับเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวที่ถูกกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนที่ปรากฏเห็นเด่นชัดมีด้วยกัน 4 ประเด็น

ประเด็นที่ 1 การกำหนดนิยามคำว่า “สื่อมวลชน”

มาตรา 3 ให้ความหมายไว้ว่า “สื่อกลางหรือช่องทางที่ใช้เพื่อการนำเสนอข่าวสาร สารและเนื้อหาสาระเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อดิจิทัล หรือในรูปแบบใดตามพัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสารที่สามารถสื่อความหมายให้ประชาชนทราบได้เป็นการทั่วไป”

การกำหนดนิยามเช่นนี้ เป็นการกวาดทุกคนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เข้ามาอยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความว่าบุคคลที่ใช้สื่อออนไลน์นำเสนอข่าวสารตามปกติที่ไม่ได้แสวงหากำไรในทางธุรกิจต้องเข้ามาอยู่ในการควบคุมของกฎหมายด้วย

ประเด็นที่ 2 รูปแบบคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ

ในร่างกฎหมายมีการกำหนดรูปคณะกรรมการฯ โดยให้ภาครัฐเข้ามานั่งในกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมกับให้ตัวแทนของภาครัฐอีกจำนวน 1 คน เท่ากับว่าจะมีตัวแทนของรัฐเข้ามาทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการฯ 3 คนจากทั้งหมด 7 คน

นอกจากนี้ ในบทเฉพาะกาลยังบัญญัติให้มี “คณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” จำนวน 13 คน เพื่อทำหน้าที่เตรียมการในการมีสภาวิชาชีพในอนาคต โดยมีอำนาจรวมศูนย์สำหรับการขึ้นทะเบียนสื่อมวลชน

ทั้งนี้ คณะกรรมการเพื่อเตรียมการฯ มีสัดส่วนจากภาครัฐซึ่งประกอบด้วย ปลัดสำนักนายกฯ เป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และผู้แทนสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ เป็นเลขานุการโดยตำแหน่ง

ประเด็นที่ 3 การกำหนดมาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน

คณะกรรมการฯ จะเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว โดยมาตรฐานจริยธรรมจะต้องครอบคลุม 6 เรื่อง อาทิ การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสารจะต้องถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

แม้ในเชิงเนื้อหาจะดูเหมือนเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ในเชิงปฏิบัติแล้วอาจนำมาซึ่งปัญหาจำนวนมาก โดยเฉพาะการตีความเกี่ยวกับการนำเสนอเนื้อหาว่าหากเป็นกรณีที่มีการนำข่าวสารในเชิงการตรวจสอบการทุจริตของผู้มีอำนาจรัฐ จะถือว่าเป็นการนำเสนอข่าวที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่นอันเป็นการเข้าข่ายขัดกับมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่

ประเด็นที่ 4 การกำหนดโทษจำคุกสำหรับกรณีสื่อมวลชนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน

มาตรา 92 กำหนดให้องค์กรสื่อมวลชนรับบุคคลที่ไม่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเข้ามาทำงาน จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท ซึ่งมาตรา 92 อาจตีความไปถึงบุคคลที่ทำงานในองค์กรสื่อมวลชนทุกคนแม้ว่าบุคคลนั้นจะไม่ได้เป็นสื่อมวลชนก็ตาม

ปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีเนื้อหาที่กระทบเสรีภาพในการทำงานของสื่อมวลชนอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการกำหนดให้รัฐเข้ามาทำหน้าที่กำกับและควบคุมจริยธรรมของสื่อมวลชน ซึ่งเราไม่คัดค้านการควบคุมจริยธรรม แต่ควรให้บุคคลที่มีความเข้าใจในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนและภาคประชาชนเข้ามาทำหน้าที่มากกว่าจะเป็นตัวแทนจากภาครัฐ

นายกสมาคมฯ กล่าวว่า หากปล่อยให้มีกลไกลักษณะนี้ตามที่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้บัญญัติจะมีผลให้สื่อมวลชนไม่สามารถทำหน้าที่เสนอข่าวเพื่อตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐได้ จึงเห็นว่าควรต้องเอาร่าง พ.ร.บ.ออกไปทั้งฉบับทันที เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต

ข่าวล่าสุด

รู้จัก “พีรามิดกลับหัว” รูปแบบการกินอาหารใหม่แห่งปี 2026