
โลกปฏิเสธการใช้ความรุนแรง
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์มีสองเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ (1) การระเบิดและเผาเสาไฟฟ้าและสายส่งสัญญาณโทรศัพท์กว่า 30 จุด ใน 19 อำเภอ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเกิดใน จ.ปัตตานี มากที่สุด เมื่อวันที่ 6-7 เม.ย. 2560 จนทำให้ไฟดับทั่วเมือง บางพื้นที่ต้องใช้เวลา 2-3 วัน กว่าจะให้ไฟฟ้าใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งกระทบต่ออุตสาหกรรมในพื้นที่ อีกทั้งเพื่อต้องการให้ต่างประเทศเห็นว่า รัฐบาลไทยไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย หรือมีอธิปไตยเหนือ 4 จังหวัดได้ เพื่อสร้างความชอบธรรมแก่บีอาร์เอ็นในการขอปกครองตนเองและแยกตัวออกมา (2) บีอาร์เอ็น ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2560 กำหนดเงื่อนไข 3 ข้อ เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยเพื่อให้เปิดการเจรจา (เขาจะใช้คำว่าเจรจาทุกครั้ง) ระหว่างตนกับรัฐบาล แม้เหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นต่างวันเวลา แต่คาดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกดดันรัฐบาลไทยให้หันมาสนใจเจรจากับ บีอาร์เอ็น โดยส่งสัญญาณว่าเขาเป็นตัวจริงเสียงจริงที่คุมสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น หากเจรจาตกลงกับเขาได้ ความรุนแรงก็จะลดลง ทำนองนั้น ขณะเดียวกันก็มุ่งลดความน่าเชื่อถือของขบวนการ “มาราปัตตานี&#
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
มีสองเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ (1) การระเบิดและเผาเสาไฟฟ้าและสายส่งสัญญาณโทรศัพท์กว่า 30 จุด ใน 19 อำเภอ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเกิดใน จ.ปัตตานี มากที่สุด เมื่อวันที่ 6-7 เม.ย. 2560 จนทำให้ไฟดับทั่วเมือง บางพื้นที่ต้องใช้เวลา 2-3 วัน กว่าจะให้ไฟฟ้าใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งกระทบต่ออุตสาหกรรมในพื้นที่ อีกทั้งเพื่อต้องการให้ต่างประเทศเห็นว่า รัฐบาลไทยไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย หรือมีอธิปไตยเหนือ 4 จังหวัดได้ เพื่อสร้างความชอบธรรมแก่บีอาร์เอ็นในการขอปกครองตนเองและแยกตัวออกมา (2) บีอาร์เอ็น ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2560 กำหนดเงื่อนไข 3 ข้อ เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยเพื่อให้เปิดการเจรจา (เขาจะใช้คำว่าเจรจาทุกครั้ง) ระหว่างตนกับรัฐบาล แม้เหตุการณ์ทั้งสองเกิดขึ้นต่างวันเวลา แต่คาดว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกดดันรัฐบาลไทยให้หันมาสนใจเจรจากับ บีอาร์เอ็น โดยส่งสัญญาณว่าเขาเป็นตัวจริงเสียงจริงที่คุมสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น หากเจรจาตกลงกับเขาได้ ความรุนแรงก็จะลดลง ทำนองนั้น ขณะเดียวกันก็มุ่งลดความน่าเชื่อถือของขบวนการ “มาราปัตตานี” ที่กำลังพูดคุยสันติสุขกับรัฐบาล
แถลงการณ์ของขบวนการบีอาร์เอ็นที่ประกาศเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2560 คล้ายกับที่เคยออกมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่น แถลงการณ์ 7 ข้อ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2556 โดยสาระสำคัญส่วนใหญ่ไม่ได้มีความแตกต่างกันนัก เพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์ของขบวนการที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย นิยมใช้ความรุนแรง บีอาร์เอ็นได้ออกตัวว่า ไม่ปฏิเสธการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติการขัดแย้ง แต่ก็ตั้งเงื่อนไข 3 ประการ เรื่องความจริงใจของทั้งสองฝ่ายคงไม่มีปัญหาอะไร ขึ้นอยู่กับว่าจะตีความคำว่า “จริงใจ” นั้นอย่างไร เพราะรัฐบาลไทยมีความจริงใจที่จะพูดคุยอยู่แล้ว
บีอาร์เอ็น มักเสนอในเรื่องที่รัฐบาลไทยรับไม่ได้ตลอดมา คล้ายกับบีอาร์เอ็นไม่มีความจริงใจที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง นั่นคือ
(1) บีอาร์เอ็นจะใช้คำว่า “เจรจา” (Negotiation) ทุกครั้ง ในขณะที่รัฐบาลไทยใช้คำว่า “พูดคุย” (Dialogue) หากรัฐบาลหลวมตัวไปรับคำว่าเจรจา ก็เท่ากับรัฐบาลยอมยกสถานะของกลุ่มก่อการร้ายที่ทำผิดกฎหมายและเป็นกบฏในและนอกราชอาณาจักร ขึ้นเทียบเท่ากับรัฐบาล เวลาประชุมกันบีอาร์เอ็นจะมีสถานะเทียบเท่ารัฐบาลไทย และองค์การระหว่างประเทศ เวทีนานาชาติ ประเทศต่างๆ ก็จะยอมรับความมีอยู่และสถานะของบีอาร์เอ็นเทียบเท่ากับรัฐบาลไทยทันที ในช่วงแรกๆ เจ้าหน้าที่ทั้งระดับสูงและล่างของไทยซึ่งไม่รู้เล่ห์กลของบีอาร์เอ็นและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอื่นๆ เผลอไป หรือโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไปใช้คำว่าเจรจาบ่อยครั้ง แต่เวลานี้เจ้าหน้าที่ไทยโดยเฉพาะผู้บริหารได้ตระหนักดีแล้ว ทุกคนใช้คำว่า “พูดคุย” ตรงกันหมด
(2) บีอาร์เอ็นขุดหลุมดักรัฐบาลไว้โดยพยายามทำให้รัฐบาลไทยและบีอาร์เอ็นกลายเป็น “คู่ศึก” (Belligerents) ซึ่งหมายความว่า หากผู้ก่อการร้ายถูกเจ้าหน้าที่ไทยจับกุมได้ จะนำไปตัวไปพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมของไทยไม่ได้ เพราะคนที่ถูกจับได้จะมีสถานะเป็น “เชลยศึก” ซึ่งต้องใช้กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการปฏิบัติต่อเชลยศึกแทน เท่ากับกฎหมายไทยไม่มีน้ำยา ดังนั้น เจ้าหน้าที่ไทยต้องยืนยันว่า ขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นองค์การผิดกฎหมาย มีการกระทำที่ผิดทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญา จึงต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทยทุกประการ
(3) บีอาร์เอ็นเรียกร้องให้มี “คนกลาง” (Mediator) หรือคนที่แปลเอกสารของขบวนการใช้คำว่า “ผู้ไกล่เกลี่ย” แทน “ผู้อำนวยความสะดวก” (Facilitator) และเสนอให้มี “ผู้สังเกตการณ์” (Observer) จากฝ่ายที่สาม ซึ่งหมายถึงองค์กรระหว่างประเทศ หรือเอ็นจีโอ มาร่วมเป็นพยานหรือร่วมสังเกตการณ์ด้วย เรื่องนี้ทางการไทยไม่หลงกลตามข้อ (1) ซึ่งจะนำไปสู่ข้อ (3) ทางการไทยยืนยันให้ใช้ผู้อำนวยความสะดวกเท่านั้น และไม่ต้องมาพูดกันอีกเรื่องผู้สังเกตการณ์จากฝ่ายที่สาม มาเลเซียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านโดยทีแรกก็เสนอให้รัฐบาลไทยเจรจากับขบวนการแบ่งแยกดินแดน และตนเองพยายามทำหน้าที่เป็นคนกลาง แต่ทางการไทยปฏิเสธ และคอยเตือนไม่ให้ผู้แทนมาเลเซียประพฤติตนเกินกว่าผู้อำนวยความสะดวก
(4) การที่รัฐบาลไทยพูดคุยกับตัวแทนของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในมาเลเซียนั้น เพราะรัฐบาลไทยไม่สามารถพูดคุยกับองค์การที่เป็นกบฏ ก่อการร้าย ทำผิดกฎหมายของไทยในดินแดนไทยได้ จึงต้องพูดคุยนอกประเทศ อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า แถลงการณ์ของบีอาร์เอ็นครั้งนี้ไม่ได้เอ่ยถึงมาเลเซีย แต่กล่าวว่า “กระบวนการเจรจาควรถูกออกแบบจากคู่เจรจาโดยตรง” ซึ่งเขาคงหมายถึงที่ผ่านมามาเลเซียเป็นคนออกแบบมาโดยตลอด โดยเฉพาะให้กับมาราปัตตานี จนมีการตั้งข้อสังเกตว่าบีอาร์เอ็นอยากตัดมาเลเซียออกไป ทั้งที่บีอาร์เอ็นยังต้องพึ่งพามาเลเซีย เพราะแกนนำคนสำคัญยังหลบหนีซุกซ่อนตัวอยู่ในมาเลเซีย หรืออาจเป็นเพราะบีอาร์เอ็นไม่ไว้ใจมาเลเซียที่จัดตั้งกลุ่ม “มาราปัตตานี” และคอยชี้แนะหรือใช้อิทธิพลกดดันตัวแทนมาราปัตตานีตลอดเวลาในการพูดคุย
(5) ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ไม่ว่าจะใช้ชื่ออะไร ได้พยายามดึงรัฐอิสลามเข้ามาแทรกแซงในปัญหาดังกล่าว แต่รัฐบาลไทยยืนยันตลอดมาว่า ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น “ปัญหาภายใน” หรือ “กิจการภายใน” เพื่อป้องกันไม่ให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซง แม้แต่องค์การโลกก็ประกาศว่าจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก (หากปัญหานั้นไม่คุกคามต่อสันติภาพของโลกและของภูมิภาค)
(6) การที่ทางการไทยมีข้อเสนอให้จัดตั้ง “พื้นที่ปลอดภัย” ขึ้นนั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำมาหากินและการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนผู้บริสุทธิ์ อย่างไรก็ดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะไทยเป็นรัฐอธิปไตยที่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ทั่วราชอาณาจักร โดยไม่ต้องไปต่อรองกับใคร แต่ขอให้เข้าใจว่า การที่มีการพูดคุยกับกลุ่มมาราปัตตานีเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องการต่อรองเรื่องการใช้อำนาจอธิปไตยและการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นการเห็นพ้องกันที่จะช่วยกันไม่ให้เกิดการใช้ความรุนแรงที่กระทบต่อการทำมาหากิน การใช้ชีวิตอย่างปกติสุขของประชาชน
คนไทยทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องยืนหยัดในท่าทีของรัฐบาลอย่างเป็นเอกภาพ







