
Internet of Thing คลื่นลูกใหม่ไฟกะพริบ
โดย...มทนี สาตราภัย ณัคนางค์ กุลนาถศิริ ธนาคารแห่งประเทศไทยนับตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 เป็นต้นมา โครงสร้างเศรษฐกิจและการค้าโลกได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เห็นภาพการค้าโลกขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง นอกจากนี้ วัฏจักรเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอและภาวะการลงทุนที่ซบเซาซ้ำเติมให้เกิดมรสุมโหมกระหน่ำภาคส่งออกของเอเชียนานเกือบ 2 ปี แต่ในช่วงต้นปีก่อนการส่งออกในหลายกลุ่มสินค้าเริ่มมีสัญญาณค่อยๆ ปรับดีขึ้น นำโดยกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าโภคภัณฑ์ และอาหาร ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างเช่น น้ำมันและโลหะต่างๆ ที่กลับมาฟื้นตัว บวกกับกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในหลายประเทศที่ทยอยปรับดีขึ้นต่อเนื่อง กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของการส่งออกรวมของภูมิภาคเอเชียก็ดูจะมีแรงส่งจากตัวเองด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่เข้ามาช่วยปลุกชีพจรการส่งออกของภูมิภาคให้กลับมาฟื้นตัวต่อเนื่องได้อีกครั้ง โดยตลาดมองว่าการฟื้นตัวของกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลสำคัญจากการนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความแพร่หลายของอินเทอร์เน็ตมาปรับใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มต่างๆ ในวงกว้างนอก
โดย...มทนี สาตราภัย ณัคนางค์ กุลนาถศิริ ธนาคารแห่งประเทศไทย
นับตั้งแต่หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 เป็นต้นมา โครงสร้างเศรษฐกิจและการค้าโลกได้เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เห็นภาพการค้าโลกขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง นอกจากนี้ วัฏจักรเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอและภาวะการลงทุนที่ซบเซาซ้ำเติมให้เกิดมรสุมโหมกระหน่ำภาคส่งออกของเอเชียนานเกือบ 2 ปี แต่ในช่วงต้นปีก่อนการส่งออกในหลายกลุ่มสินค้าเริ่มมีสัญญาณค่อยๆ ปรับดีขึ้น นำโดยกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าโภคภัณฑ์ และอาหาร ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อย่างเช่น น้ำมันและโลหะต่างๆ ที่กลับมาฟื้นตัว บวกกับกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในหลายประเทศที่ทยอยปรับดีขึ้นต่อเนื่อง กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของการส่งออกรวมของภูมิภาคเอเชียก็ดูจะมีแรงส่งจากตัวเองด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่เข้ามาช่วยปลุกชีพจรการส่งออกของภูมิภาคให้กลับมาฟื้นตัวต่อเนื่องได้อีกครั้ง โดยตลาดมองว่าการฟื้นตัวของกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลสำคัญจากการนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความแพร่หลายของอินเทอร์เน็ตมาปรับใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มต่างๆ ในวงกว้างนอกเหนือจากสมาร์ทโฟน พร้อมทั้งมีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ให้ทำงานร่วมกันได้ ก่อให้เกิดเป็นกระแสการเติบโตระลอกใหม่ ที่คาดว่าจะเข้ามามีบทบาทต่อการเติบโตของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในอีกหลายปีข้างหน้า
การนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาเชื่อมต่อรับส่งข้อมูลแก่กันผ่านระบบอินเทอร์เน็ต Sensor หรือช่องทางอื่นๆ เป็นที่รู้จักกันในชื่อของยุค “Internet of Things (IoT)” IoT ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2542 โดย Kevin Ashton ที่พัฒนา Radio Frequency Identification (RFID) เพื่อนำคลื่นวิทยุมาเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์สื่อสาร ถือเป็นจุดกำเนิดของการรับส่งข้อมูลแบบไร้สาย และหลังจากนั้นก็มีการพัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยี ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนทำให้เราได้ยินจนคุ้นหูกับอุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) ซึ่งครอบคลุมอุปกรณ์เกือบทุกชนิดรอบตัวเราที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น เพื่อสนองตอบต่อพฤติกรรมการบริโภคในสังคมยุคใหม่ที่ต้องทันสมัยและสะดวกสบาย
แล้ว IoT เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของคนทั่วไปมากแค่ไหน และมีอนาคตที่จะเติบโตได้อย่างไร? ในปัจจุบันสินค้า IoT ไม่ใช่เพียงแค่สมาร์ทโฟนอย่างเดียวเท่านั้น หากจำแนกสินค้า IoT ตามผู้ใช้งานจะแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรก คือกลุ่มผู้บริโภค ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ที่ใช้สวมใส่ต่างๆ เช่น นาฬิกาดิจิทัลและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์บันเทิงที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับทีวีและเครื่องเสียง กุญแจรถและระบบทำงานอัตโนมัติในรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะต่างๆ เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ระบบควบคุมอุปกรณ์ภายในบ้านและอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมาย
ซึ่งผลสำรวจจาก IoT Analytics พบว่าแนวโน้มความนิยมของสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกลุ่มที่สอง คือกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทั้งนี้ถึงแม้ว่าหลากหลายสินค้า IoT จะเกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่บริษัทวิจัยชื่อดังอย่าง Gartner ประเมินว่า IoT ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาและมีโอกาสที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในระยะข้างหน้าในอัตราเร่งที่ร้อยละ 30-35 ต่อปี โดยคาดว่าภายในปี 2563 จะมีการผลิต Smart Devices เพิ่มสูงขึ้นกว่า 20 พันล้านชิ้น จากปัจจุบันที่ผลิตเพียงปีละ 6-7 พันล้านชิ้น ซึ่งจะมากกว่าจำนวนการผลิตโทรศัพท์มือถือกว่า 10 เท่าตัว และหากคิดเป็นเม็ดเงิน ลำพังแค่มูลค่าของอุปกรณ์ IoT ที่เป็นฮาร์ดแวร์ ซึ่งยังไม่นับรวมมูลค่าการบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวโยงนี้จะสร้างมูลค่าประมาณ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือมีมูลค่ามากกว่าขนาดของเศรษฐกิจไทยถึงกว่า 6 เท่าตัว
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจหากเราจะเห็นการส่งออกของภูมิภาคเอเชียขยายตัวต่อไปได้จากกลุ่มสินค้าชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ “วัฏจักรเทคโนโลยีระลอกใหม่ของ IoT” นี้ โดยเฉพาะชิ้นส่วนจำเป็นในการผลิตสินค้า IoT เช่น Sensor ที่ทำงานเสมือนเป็นหูเป็นตาติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์อื่นๆ ระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หรือกระทั่งเครื่องมือบอกพิกัดตำแหน่ง GPS ไมโครชิปที่ทำงานดั่งสมอง หน่วยเก็บความจำต่างๆ เช่น NAND และ DRAM และหน้าจอแสดงผลอย่าง OLED และ LCD ตลอดจนแบตเตอรี่ขนาดจิ๋วที่ทำงานเป็นเสมือนหัวใจของอุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม IoT ในปัจจุบันยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่สนใจ (Niche Market) ซึ่งยังไม่มีจำนวนผู้ใช้รองรับการผลิตขนาดใหญ่ได้มากเพียงพอ และด้วยความหลากหลายของอุปกรณ์ IoT จึงยังไม่มีมาตรฐานการผลิตชิ้นส่วนที่สามารถนำมาใช้งานกับอุปกรณ์จำนวนมากเหมือนกับสมาร์ทโฟน หรือการลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในตลาดนี้อย่างจริงจัง ฉะนั้นการคิดค้นการใช้งานที่โดนใจผู้ใช้ (Killing App) อย่างเช่น iPhone เมื่อปี 2550 จะทำให้ตลาดมีขนาดใหญ่คุ้มค่าต่อการวิจัยและลงทุนในการผลิต และจะมีการพัฒนาสินค้าทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อย่างแพร่หลาย ซึ่งจะปลดปล่อยให้การส่งออกอุปกรณ์และชิ้นส่วนสินค้า IoT เติบโตอย่างก้าวกระโดดขึ้นได้อีก
การส่งออกอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ IoT จึงเป็นกระแสที่น่าจับตามองในช่วงนี้ หากเราย้อนกลับมาดูประเทศไทยจะพบว่าการส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมาได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เช่นกัน โดยเฉพาะจากสินค้าประเภทวงจรรวม (Integrated Circuits : IC) ซึ่งเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ ซึ่งมีสัดส่วนกว่าร้อยละ 20 ของการส่งออกไทย การฟื้นตัวของสินค้า IC ส่วนหนึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของตลาดอิเล็กทรอนิกส์
โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือที่ขยายตัว ประกอบกับรอบวัฏจักรเทคโนโลยีระลอกใหม่ตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น และคาดว่าจะยาวนานขึ้นจากการนำชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ในสินค้าอื่นๆ นอกเหนือจากสมาร์ทโฟน เช่น กลุ่มยานยนต์ ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยก็ได้รับประโยชน์จาก IoT อยู่บ้าง มองไปข้างหน้าในยุค Thailand 4.0 นับว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทยที่จะเร่งยกระดับความสามารถให้ทัดเทียมกับผู้ผลิตรายอื่นในภูมิภาคเอเชีย ทั้งความพร้อมทางด้านคุณภาพแรงงาน โครงสร้างพื้นฐานและความง่ายในการดำเนินธุรกิจ หรือการเริ่มต้น Start-up รวมทั้งเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถเกาะขบวนรถไฟเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ รองรับวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ระลอกใหม่นี้ และรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจได้ในระยะยาว เพื่อให้ได้เห็นการส่งออกไทยขยายตัวเกาะ “คลื่นลูกใหม่ไฟกะพริบ” แบบโดดเด่นมากกว่าช่วงที่ผ่านมา







