
รัฐธรรมนูญมาตรา77
โดย...น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูล ร.น.วันนี้เรามีรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นฉบับประชามติอย่างเป็นทางการแล้ว เราน่าจะลองหาอ่านกันให้รู้ได้เห็น เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ เราจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ แม้ในความเป็นจริงเราอาจจะไม่รู้ไม่เห็นกฎหมายได้ทุกฉบับก็ตามรธน.ฉบับปัจจุบันนี้ถือเป็นฉบับที่ 20 ในรอบ 85 ปีของระบอบประชาธิปไตยของไทย โดยเฉลี่ย 1 ฉบับใช้งานแค่ 4 ปีเศษเท่านั้น อายุการใช้งานจึงค่อนข้างสั้นและต้นทุนการยกร่าง รธน.เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีมาตราหนึ่งที่น่าสนใจ ผมขอลองชวนท่านผู้อ่านคุยกันถึงมาตรา 77 ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้1.ให้ออกกฎหมายเท่าที่จำเป็นและยกเลิกเมื่อหมดความจำเป็นแล้ว ทั้งนี้ โดยให้ประชาชน สามารถเข้าถึงและเข้าใจกฎหมายต่างๆ ได้ง่าย แล้วที่เป็นไฮไลต์ คือ 2.ก่อนจะพิจารณาออกกฎหมายฉบับใดต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างรอบด้านและเป็นระบบทั้งยังต้องเปิดเผยผลหรือข้อมูลดังกล่าวด้วย 3.ต้องประเมินผลการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อพัฒนาต่อยอดให้เหมาะสมกับบริบทของบ้านเมืองที่เปลี่ยนเเปลงต่อไป รวมถึง 4.ให้ใช้ระบบขออนุญาตและระบบคณะกรรม
โดย...น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูล ร.น.
วันนี้เรามีรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นฉบับประชามติอย่างเป็นทางการแล้ว เราน่าจะลองหาอ่านกันให้รู้ได้เห็น เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ เราจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ แม้ในความเป็นจริงเราอาจจะไม่รู้ไม่เห็นกฎหมายได้ทุกฉบับก็ตาม
รธน.ฉบับปัจจุบันนี้ถือเป็นฉบับที่ 20 ในรอบ 85 ปีของระบอบประชาธิปไตยของไทย โดยเฉลี่ย 1 ฉบับใช้งานแค่ 4 ปีเศษเท่านั้น อายุการใช้งานจึงค่อนข้างสั้นและต้นทุนการยกร่าง รธน.เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีมาตราหนึ่งที่น่าสนใจ ผมขอลองชวนท่านผู้อ่านคุยกันถึงมาตรา 77 ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้
1.ให้ออกกฎหมายเท่าที่จำเป็นและยกเลิกเมื่อหมดความจำเป็นแล้ว ทั้งนี้ โดยให้ประชาชน สามารถเข้าถึงและเข้าใจกฎหมายต่างๆ ได้ง่าย แล้วที่เป็นไฮไลต์ คือ 2.ก่อนจะพิจารณาออกกฎหมายฉบับใดต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างรอบด้านและเป็นระบบทั้งยังต้องเปิดเผยผลหรือข้อมูลดังกล่าวด้วย 3.ต้องประเมินผลการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อพัฒนาต่อยอดให้เหมาะสมกับบริบทของบ้านเมืองที่เปลี่ยนเเปลงต่อไป รวมถึง 4.ให้ใช้ระบบขออนุญาตและระบบคณะกรรมการ เฉพาะกรณีที่จำเป็น และกำหนด หลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐและระยะเวลาของขั้นตอนต่างๆ ด้วย
มาตรานี้มีอิทธิฤทธิ์มากทีเดียวถึงขนาดรัฐบาลต้องเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือเพื่อกำหนดแนวทางการทำงานเพื่อมิให้ขัดกับมาตรานี้
โดยสรุปคือจะมี Checklist 10 ข้อก่อนเสนอกฎหมาย เพื่อให้ส่วนราชการต่างๆ ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ข้อมูลข้อคิดเห็นต่างๆ หน่วยงานต้องบูรณาการมาให้ได้ความชัดเจน และมีข้อยุติในหลักการก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี 10 ข้อนี้ คำถามที่ต้องมีคำตอบให้ได้ก่อน คือ 1.วัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาใด 2.ผู้ทำภารกิจคือหน่วยงานใด ถ้าเป็นรัฐ ทำไมไม่ให้เอกชนทำ 3.ความจำเป็นในการตรากฎหมาย เช่น เป็นไปตามนโยบายแห่งรัฐหรือยุทธศาสตร์ชาติเรื่องใด สอดคล้องกับแผนสภาพัฒน์หรือแนวทางการปฏิรูปประเทศเรื่องใดที่มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นหรือไม่อย่างไร 5.มีผลกระทบและความคุ้มค่าแก่ใคร แค่ไหน
มาดูต่อกันอีก 6.ความพร้อมของรัฐในเรื่องนั้นๆ 7.หน่วยงานที่จะรับผิดชอบ 8.วิธีการทำงานและตรวจสอบหน่วยงานและเจ้าหน้าที่เป็นอย่างไร 9.การเตรียมจัดทำกฎหมายลำดับรอง เช่น กฎกระทรวง ฯลฯ และ 10.รายละเอียดการรับฟังความคิดเห็นซึ่งเป็นหัวใจของเรื่องนี้ เช่น เปิดเว็บไซต์ให้ประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นนั้นเพียงพอไหม
จุดเปลี่ยนนี้ท่านอาจารย์มีชัยฯ เคยกล่าวในทำนองว่าการออกกฎหมายยิ่งออกมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการลิดรอนหรือจำกัดสิทธิของประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งอาจเพิ่มการเรียกรับส่วยขึ้นมาอีกด้วย บางทีถ้ารัฐสภาหรือ สนช.ลองออกกฎหมายให้ช้าลงให้น้อยลงบ้าง น่าจะดีไม่น้อย ซึ่งผมเองค่อนข้างเห็นด้วยมากเลย
ทั้งนี้ ผมมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมที่ขอชวนแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ดังนี้
1.รัฐสภา หรือ สนช.หลายยุคหลายสมัย คิดว่าการออกกฎหมายยิ่งเป็นผลงานที่วัดได้ แต่ผมคิดว่าถ้ามีการยกเลิกกฎหมายเก่าๆ ที่เป็นอุปสรรคที่ล้าสมัยหรือที่ใช้ไม่ได้ผลตามที่คิดไว้ให้มากขึ้น น่าจะดีกว่า
2.กลไกต่างๆ นี้ คือ การยกฐานะขึ้นมาอยู่ในระดับ รธน.เพราะเดิมกลไกบางเรื่อง ก็มีอยู่บ้างแล้ว เช่น พ.ร.ก.การทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย พ.ศ. 2558 มติ ครม.เรื่องการตรวจสอบความจำเป็นในการออกกฎหมายก็มีมาตั้งแต่ปี 2546 จนถึง 2559 อยู่แล้ว
3.คกก.ปฏิรูปกฎหมายตามมาตรา 81 ของ รธน.ฉบับปี 2550 ซึ่งเป็นองค์กรอิสระทำหน้าที่ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายโดยต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนั้นๆ มีกรรมการประเภทปฏิบัติงานเต็มเวลา (Full Time) ด้วย แต่ทำงานมาเกือบ 10 ปี อ่านผลงานแล้ว ยังเศร้ามากครับ
4.การยื่นขอตีความจากผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงผู้ไม่มีส่วนได้เสียอาจก่อให้เกิดความล่าช้าในบางครั้งได้
5.การตีความต้องยึดถือเจตนารมณ์ของคณะผู้ร่างเป็นสำคัญ ไม่ใช่ตีความตามความเข้าใจหรือความคิดเห็นของตนเป็นหลัก และต้องตีความตามหลักนิติศาสตร์มิใช่การตีความตามอักษรศาสตร์
6.รธน.บางประเทศไม่มีลายลักษณ์อักษร ใช้ระบบจารีตประเพณีการปกครอง แต่ทุกคนกลับรู้ว่าเรื่องใดต้องทำอย่างไร เช่น กรณี Brexit รัฐบาลก็รู้ว่าแม้ผ่านประชามติแล้ว ก็ยังต้องนำมาให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้งอยู่ดี
7.เป้าหมาย Thailand 4.0 กับการออกแบบกฎหมาย ทำอย่างไรจึงจะมีความพอดีกันได้
ขอสรุปตรงที่ว่าการบริหารต่างๆ ทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จะมีการเปลี่ยนแปลงอีกมาก เรามาช่วยกันลงมือทำจะดีกว่า ทำแล้วจะเห็นข้อบกพร่อง ค่อยมาเเก้ มาปรับกัน อย่างนี้ก็ไปต่อกันได้ครับ







