posttoday
รัฐธรรมนูญมาตรา77

รัฐธรรมนูญมาตรา77

20 เมษายน 2560

โดย...น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูล ร.น.วันนี้เรามีรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นฉบับประชามติอย่างเป็นทางการแล้ว เราน่าจะลองหาอ่านกันให้รู้ได้เห็น เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ เราจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ แม้ในความเป็นจริงเราอาจจะไม่รู้ไม่เห็นกฎหมายได้ทุกฉบับก็ตามรธน.ฉบับปัจจุบันนี้ถือเป็นฉบับที่ 20 ในรอบ 85 ปีของระบอบประชาธิปไตยของไทย โดยเฉลี่ย 1 ฉบับใช้งานแค่ 4 ปีเศษเท่านั้น อายุการใช้งานจึงค่อนข้างสั้นและต้นทุนการยกร่าง รธน.เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีมาตราหนึ่งที่น่าสนใจ ผมขอลองชวนท่านผู้อ่านคุยกันถึงมาตรา 77 ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้1.ให้ออกกฎหมายเท่าที่จำเป็นและยกเลิกเมื่อหมดความจำเป็นแล้ว ทั้งนี้ โดยให้ประชาชน สามารถเข้าถึงและเข้าใจกฎหมายต่างๆ ได้ง่าย แล้วที่เป็นไฮไลต์ คือ 2.ก่อนจะพิจารณาออกกฎหมายฉบับใดต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างรอบด้านและเป็นระบบทั้งยังต้องเปิดเผยผลหรือข้อมูลดังกล่าวด้วย 3.ต้องประเมินผลการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อพัฒนาต่อยอดให้เหมาะสมกับบริบทของบ้านเมืองที่เปลี่ยนเเปลงต่อไป รวมถึง 4.ให้ใช้ระบบขออนุญาตและระบบคณะกรรม

โดย...น.ต.วรวิทย์ เตชะสุภากูล ร.น.

วันนี้เรามีรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นฉบับประชามติอย่างเป็นทางการแล้ว เราน่าจะลองหาอ่านกันให้รู้ได้เห็น เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ เราจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ แม้ในความเป็นจริงเราอาจจะไม่รู้ไม่เห็นกฎหมายได้ทุกฉบับก็ตาม

รธน.ฉบับปัจจุบันนี้ถือเป็นฉบับที่ 20 ในรอบ 85 ปีของระบอบประชาธิปไตยของไทย โดยเฉลี่ย 1 ฉบับใช้งานแค่ 4 ปีเศษเท่านั้น อายุการใช้งานจึงค่อนข้างสั้นและต้นทุนการยกร่าง รธน.เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีมาตราหนึ่งที่น่าสนใจ ผมขอลองชวนท่านผู้อ่านคุยกันถึงมาตรา 77 ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

1.ให้ออกกฎหมายเท่าที่จำเป็นและยกเลิกเมื่อหมดความจำเป็นแล้ว ทั้งนี้ โดยให้ประชาชน สามารถเข้าถึงและเข้าใจกฎหมายต่างๆ ได้ง่าย แล้วที่เป็นไฮไลต์ คือ 2.ก่อนจะพิจารณาออกกฎหมายฉบับใดต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างรอบด้านและเป็นระบบทั้งยังต้องเปิดเผยผลหรือข้อมูลดังกล่าวด้วย 3.ต้องประเมินผลการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อพัฒนาต่อยอดให้เหมาะสมกับบริบทของบ้านเมืองที่เปลี่ยนเเปลงต่อไป รวมถึง 4.ให้ใช้ระบบขออนุญาตและระบบคณะกรรมการ เฉพาะกรณีที่จำเป็น และกำหนด หลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐและระยะเวลาของขั้นตอนต่างๆ ด้วย

มาตรานี้มีอิทธิฤทธิ์มากทีเดียวถึงขนาดรัฐบาลต้องเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือเพื่อกำหนดแนวทางการทำงานเพื่อมิให้ขัดกับมาตรานี้

โดยสรุปคือจะมี Checklist 10 ข้อก่อนเสนอกฎหมาย เพื่อให้ส่วนราชการต่างๆ ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ข้อมูลข้อคิดเห็นต่างๆ หน่วยงานต้องบูรณาการมาให้ได้ความชัดเจน และมีข้อยุติในหลักการก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี 10 ข้อนี้ คำถามที่ต้องมีคำตอบให้ได้ก่อน คือ 1.วัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาใด 2.ผู้ทำภารกิจคือหน่วยงานใด ถ้าเป็นรัฐ ทำไมไม่ให้เอกชนทำ 3.ความจำเป็นในการตรากฎหมาย เช่น เป็นไปตามนโยบายแห่งรัฐหรือยุทธศาสตร์ชาติเรื่องใด สอดคล้องกับแผนสภาพัฒน์หรือแนวทางการปฏิรูปประเทศเรื่องใดที่มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่นหรือไม่อย่างไร 5.มีผลกระทบและความคุ้มค่าแก่ใคร แค่ไหน

มาดูต่อกันอีก 6.ความพร้อมของรัฐในเรื่องนั้นๆ 7.หน่วยงานที่จะรับผิดชอบ 8.วิธีการทำงานและตรวจสอบหน่วยงานและเจ้าหน้าที่เป็นอย่างไร 9.การเตรียมจัดทำกฎหมายลำดับรอง เช่น กฎกระทรวง ฯลฯ และ 10.รายละเอียดการรับฟังความคิดเห็นซึ่งเป็นหัวใจของเรื่องนี้ เช่น เปิดเว็บไซต์ให้ประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นนั้นเพียงพอไหม

จุดเปลี่ยนนี้ท่านอาจารย์มีชัยฯ เคยกล่าวในทำนองว่าการออกกฎหมายยิ่งออกมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการลิดรอนหรือจำกัดสิทธิของประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งอาจเพิ่มการเรียกรับส่วยขึ้นมาอีกด้วย บางทีถ้ารัฐสภาหรือ สนช.ลองออกกฎหมายให้ช้าลงให้น้อยลงบ้าง น่าจะดีไม่น้อย ซึ่งผมเองค่อนข้างเห็นด้วยมากเลย

ทั้งนี้ ผมมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมที่ขอชวนแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก ดังนี้

1.รัฐสภา หรือ สนช.หลายยุคหลายสมัย คิดว่าการออกกฎหมายยิ่งเป็นผลงานที่วัดได้ แต่ผมคิดว่าถ้ามีการยกเลิกกฎหมายเก่าๆ ที่เป็นอุปสรรคที่ล้าสมัยหรือที่ใช้ไม่ได้ผลตามที่คิดไว้ให้มากขึ้น น่าจะดีกว่า

2.กลไกต่างๆ นี้ คือ การยกฐานะขึ้นมาอยู่ในระดับ รธน.เพราะเดิมกลไกบางเรื่อง ก็มีอยู่บ้างแล้ว เช่น พ.ร.ก.การทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย พ.ศ. 2558  มติ ครม.เรื่องการตรวจสอบความจำเป็นในการออกกฎหมายก็มีมาตั้งแต่ปี 2546 จนถึง 2559 อยู่แล้ว

3.คกก.ปฏิรูปกฎหมายตามมาตรา 81 ของ รธน.ฉบับปี 2550 ซึ่งเป็นองค์กรอิสระทำหน้าที่ปรับปรุงและพัฒนากฎหมายโดยต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายนั้นๆ มีกรรมการประเภทปฏิบัติงานเต็มเวลา (Full Time) ด้วย แต่ทำงานมาเกือบ 10 ปี อ่านผลงานแล้ว ยังเศร้ามากครับ

4.การยื่นขอตีความจากผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงผู้ไม่มีส่วนได้เสียอาจก่อให้เกิดความล่าช้าในบางครั้งได้

5.การตีความต้องยึดถือเจตนารมณ์ของคณะผู้ร่างเป็นสำคัญ ไม่ใช่ตีความตามความเข้าใจหรือความคิดเห็นของตนเป็นหลัก และต้องตีความตามหลักนิติศาสตร์มิใช่การตีความตามอักษรศาสตร์

6.รธน.บางประเทศไม่มีลายลักษณ์อักษร ใช้ระบบจารีตประเพณีการปกครอง แต่ทุกคนกลับรู้ว่าเรื่องใดต้องทำอย่างไร เช่น กรณี Brexit รัฐบาลก็รู้ว่าแม้ผ่านประชามติแล้ว ก็ยังต้องนำมาให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบอีกครั้งอยู่ดี

7.เป้าหมาย Thailand 4.0 กับการออกแบบกฎหมาย ทำอย่างไรจึงจะมีความพอดีกันได้

ขอสรุปตรงที่ว่าการบริหารต่างๆ ทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม จะมีการเปลี่ยนแปลงอีกมาก เรามาช่วยกันลงมือทำจะดีกว่า ทำแล้วจะเห็นข้อบกพร่อง ค่อยมาเเก้ มาปรับกัน อย่างนี้ก็ไปต่อกันได้ครับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน