posttoday
เศรษฐกิจหลังสงกรานต์... ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้

เศรษฐกิจหลังสงกรานต์... ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้

17 เมษายน 2560

สงกรานต์ปีนี้วันหยุดยาวส่วนใหญ่คงเดินทางกลับภูมิลำเนา ได้อยู่รวมกันกับญาติมิตรเป็นความสุขที่ซื้อไม่ได้

โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

สงกรานต์ปีนี้วันหยุดยาวส่วนใหญ่คงเดินทางกลับภูมิลำเนา ได้อยู่รวมกันกับญาติมิตรเป็นความสุขที่ซื้อไม่ได้ ส่วนผู้ที่ใช้โอกาสนี้ไปเที่ยว บ้างก็ไปทะเลหรือภูเขา หรือไปสาดน้ำคงสนุกสมใจ ถึงแม้ว่าจะดูเหงาๆ ไปบ้าง หลังสงกรานต์กลับมาสู่ชีวิตที่เป็นจริงคือเรื่องปาก-ท้อง เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการทำมาหากิน

การวิเคราะห์คงต้องมองข้ามช็อตไปไตรมาส 3 ซึ่งเดิมคาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะทะยานเหินฟ้า แต่ในช่วงนี้มีปัจจัยบ่งบอกถึงความไม่แน่นอน ซึ่งการประเมินเศรษฐกิจไทยจะต้องให้น้ำหนักด้านการส่งออก เพราะมีสัดส่วนอยู่ในเศรษฐกิจเป็นตัวเลขซึ่งสูง จะดีหรือไม่ดีจึงเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าว่าไปในทางใด

ปัจจัยที่มีผลกระทบเป็นความเสี่ยงต่อการส่งออก เริ่มต้นจากก่อนสงกรานต์สหรัฐภายใต้ผู้นำประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยิงจรวดนำวิถีโทมาฮอว์ก 59 ลูก ถล่มสนามบินซีเรีย ซึ่งมีเครื่องบินรบจอดจนยับเยิน จากนั้นรัสเซียไม่ยอมเสียหน้าส่งกองเรือรบ 2 ลำเข้าไปในน่านน้ำของซีเรีย โดยหนึ่งลำติดหัวรบนิวเคลียร์ เท่านั้นยังไม่พอ เว้นวรรคมาไม่กี่วัน สหรัฐส่งกองเรือมีทั้งเรือบรรทุกเครื่องบินพร้อมเรือพิฆาตเข้าไปในน่านน้ำทะเลจีนใต้ซึ่งกำลังเป็นข้อพิพาท รัฐบาลจีนออกมาเตือนแกมขู่ว่าทำอย่างนี้เป็นการท้าทาย ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยคือก่อให้เกิดความตึงเครียดกระทบความมั่นคงและเสถียรภาพการค้า ซึ่งทั้งจีน สหรัฐ และประเทศแถบที่พิพาทล้วนเป็นคู่ค้าส่งออกรายสำคัญ

ปัจจัยซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบ (WTI) ปรับตัวสูงขึ้น 4.70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล สูงขึ้นเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ ราคาน้ำมันตั้งแต่ต้นปีขยับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แถมเจอวิกฤตเผชิญหน้าของ 3 มหาอำนาจโลกอาจทำให้ราคาน้ำมันผันผวน ซึ่งแน่นอนย่อมกระทบต่ออำนาจซื้อรวมทั้งจะเป็นปัจจัยฉุดเศรษฐกิจทั้งของโลกและของไทย

เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางจากการที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะมีมาตรการอะไรมาตอบโต้ประเทศส่งออกซึ่งได้ดุลการค้ากับสหรัฐซึ่งไทยติดร่างแหไปด้วย เพราะปีที่แล้วเราไปค้าเกินดุลสูงถึง 18,920 เหรียญสหรัฐ แต่หากสหรัฐจะเอาเรื่องจริงก็เจอกลับแบบยกแผง เพราะทุกประเทศที่ค้าขายกับสหรัฐล้วนเกินดุลการค้าทั้งสิ้น เฉพาะจีนรายเดียวได้ดุลการค้า 3.47 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 12.0 ล้านล้านบาท อะไรจะมากมายขนาดนั้น

งานนี้ภาคเอกชนค่อนข้างกังวลว่าสหรัฐจะงัดมาตรการกีดกันทางการค้าออกมาเล่นงานไทย ถึงแม้ว่าไทยจะรอดตัวไม่โดนหางเลข แต่ที่ต้องระวังคือทั้งจีน ญี่ปุ่น เวียดนาม มาเลเซีย เกาหลีใต้ ฯลฯ ซึ่งอาจถูกสหรัฐเล่นงาน ประเทศเหล่านี้สินค้าไทยส่งออกส่วนหนึ่งนำไปประกอบและส่งต่อไปสหรัฐอีกทอดหนึ่ง ซึ่งกรณีของคุณทรัมป์อาจวางใจอะไรไม่ค่อยได้ ขนาดที่ปรึกษาของทรัมป์ยังออกมาให้ข่าวว่ายังตามไม่ค่อยจะทัน แต่ที่แน่ๆ เป็นความเสี่ยงด้านส่งอออกของไทย

ในด้านความเชื่อมั่นการลงทุนในช่วงนี้ ตลาดหลักทรัพย์ในระยะ 3-4 เดือนข้างหน้าความเชื่อมั่นลดลงร้อยละ 18 แต่การลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริงกระทรวงอุตสาหกรรมมีการปรับตัวเลขการลงทุนของเอกชนว่าจะโตมากกว่า 2.4% จากปีที่แล้วติดลบ แต่ที่สวนทางกันคือใน 3 เดือนแรกของปีนี้ข้อมูลการขอตั้งโรงงานใหม่และขยายกิจการในเชิงปริมาณขยายตัวเพียง 0.96 แต่ในเชิงมูลค่าถดถอยถึง 18% ที่น่าสนใจคือจำนวนโรงงานที่ขยายกิจการตัวเลขกลับถดถอย 4.43% ตัวเลขนี้บ่งบอกว่าการลงทุนคงไม่ได้ฟื้นตัวได้ง่ายๆ

ตัวเลขการขอจัดตั้งโรงงานเป็นดัชนีชี้วัดการลงทุนของภาคเอกชนที่ชัดเจนที่สุด เพราะเป็นการลงทุนจริงและไปยื่นขออนุญาตกับกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ผ่านมา 2-3 ปีตัวเลขถดถอยมาตลอด ในปี 2559 การตั้งโรงงานใหม่และขยายกิจการในเชิงปริมาณติดลบ 4.66% และในเชิงมูลค่าติดลบสูงถึงร้อยละ 21.12 ดังนั้นตัวเลขขอตั้งโรงงานในช่วงไตรมาสแรกปี 2560 ไม่ควรมองข้ามเพราะเป็นการติดลบบนฐานที่ถดถอยมาหลายปี

ภาพที่สอดคล้องเศรษฐกิจจริงเห็นได้จากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เดือน ม.ค.ติดลบ ขณะที่เดือนก.พ.ขยายตัวเพียง 0.49% เป็นการบ่งบอกว่าการลงทุนของภาคเอกชนเป็นอย่างไร ส่วนหนึ่งเกิดจากสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะเอสเอ็มอีและอสังหาริมทรัพย์เพราะกังวลถึงหนี้เสีย โดยภาคธนาคารเห็นว่าเศรษฐกิจในช่วงนี้ยังอยู่ในสภาพทรงตัวและยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่แรงพอจะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า

ปัจจัยสำคัญที่ตัวเลขการลงทุนยังไม่กลับมาคือกำลังการผลิตของภาคเอกชนยังเหลือค่อนข้างมาก และสต๊อกยังคงมีสูง ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังอยู่ในสภาพอ่อนแอทั้งจากหนี้สาธารณะสูงและประชากร 14-15 ล้านคน อยู่ในสภาพเป็นผู้มีรายได้น้อยของประเทศ ทำให้กำลังซื้อไม่มากพอจะดันเศรษฐกิจภายในให้ขยายตัวจนกำลังการผลิตกลับมาเดินได้เต็มที่ซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนตามมา

สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าหลังสงกรานต์คือผู้จบการศึกษาประมาณ 5.5 แสนคน ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยหลังจากกลับบ้านไประยะหนึ่งจะเริ่มหางาน ในจำนวนนี้เป็นผู้จบระดับอุดมศึกษาสูงถึง 3.76 แสนคน จากสถิติพบว่าเป็นกลุ่มซึ่งมีการว่างงานสะสมปีละ 10-15% ส่วนใหญ่เป็นผู้จบการศึกษาในสาขาที่ตลาดไม่ค่อยต้องการหรือเป็นผู้ที่ไม่มีทักษะอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งกลุ่มนี้การหางานอาจค่อนข้างลำบากจึงอย่าไปเลือกงานมากนัก ระหว่างนี้ว่างๆ ไปเสริมทักษะทางด้านภาษาและคอมพิวเตอร์รับรองไม่ตกงานแน่ๆ ครับ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน