
ปลายราชวงศ์ชิง นโยบายนั้นใช่ แต่ทำอะไรก็ผิด
ปลายราชวงศ์ชิงในช่วงที่ซูสีไทเฮาเรืองอำนาจในแผ่นดิน แต่ 8 ชาติมหาอำนาจกลับรุมขย้ำกัดกินแดนมังกรอย่างไม่เกรงกลัวใคร
โดย...นิธิพันธ์ วิประวิทย์
ปลายราชวงศ์ชิงในช่วงที่ซูสีไทเฮาเรืองอำนาจในแผ่นดิน แต่ 8 ชาติมหาอำนาจกลับรุมขย้ำกัดกินแดนมังกรอย่างไม่เกรงกลัวใคร ในฐานะผู้ปกครองอาณาจักรที่ (เคย) ยิ่งใหญ่ ราชสำนักราชวงศ์ชิงมีหรือจะไม่พิจารณาปรับเปลี่ยนตัวเอง
โดยเฉพาะหลังจากที่กองทัพ 8 ชาติมหาอำนาจรุกรานปักกิ่งจนซูสีไทเฮาและฮ่องเต้ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปที่เมืองซีอาน สถานการณ์นี้บีบให้ทั้งสองพระองค์ต้องริเริ่มปฏิรูปการปกครองอย่างจริงจัง ด้านหนึ่งคงเพราะรู้ดีว่าปลายทางของการปกครองรูปแบบเดิมมีแต่จะมืดมนขึ้นเรื่อยๆ
อันที่จริงเรื่องกระแสเรียกร้องให้ปฏิรูปการปกครองมีมาก่อนหน้านั้น และร้ายแรงจนถึงขั้นรัฐประหาร แต่ความพยายามกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า (ซึ่งก็คือเหตุการณ์ปฏิรูป/รัฐประหารอู้ซีว์) แต่ในครั้งนั้นซูสีไทเฮาเองนี่แหละที่เป็นผู้ฟันธงฟันคอขบวนการปฏิรูป
ธรรมชาติของกลุ่มคนที่มีเกราะอภิสิทธิ์ปกป้องผลร้ายจากการไม่ยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและวิธีคิด ย่อมรู้สึกตัวช้ากว่าผู้ที่สัมผัสผลดีผลร้ายต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่เสมอ ซูสีไทเฮาจึงไม่เคยเอะใจ จนภัยแหวกเกราะกำบังมาถึงตัว
หัวข้อการปฏิรูปจึงค่อยถูกปัดฝุ่นขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติใหม่ โดยติดป้ายให้เครดิตเป็นของซูสีไทเฮา ราชสำนักสรรหาข้ออ้างว่าเวลานี้เหมาะแก่การปฏิรูปโดยซูสีไทเฮาแล้ว ไม่ใช่โดยกลุ่มปฏิรูปอู้ซีว์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว มองในแง่ดี๊ดีก็เรียกว่าดีกว่าไม่ทำอะไรเสียเลย
ค.ศ. 1901 ซูสีไทเฮาจึงเริ่มปฏิรูปการเมืองใหม่ โดยมาตรการส่วนใหญ่คือการ Reuse มาตรการของกลุ่มปฏิรูปอู้ซีว์ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกทหารระบบใหม่ การสร้างอุตสาหกรรม ส่งเยาวชนไปศึกษาที่เมืองนอกเมืองนา ฯลฯ
ปัญหาคือ ถ้า 3 ปีที่แล้วราชสำนักใช้นโยบายนี้ยังพอทัน แต่ตอนนี้เรียกได้ว่าสายเกินไป ความรุ่งเรืองของราชสำนักชิงไม่มีวันพลิกกราฟหวนกลับมาพุ่งทะยานขึ้นอีกแล้ว เนื่องมาจากสนธิสัญญาที่ต้องทำกับ 8 ชาติมหาอำนาจไปหมาดๆ
หลังปักกิ่งถูก 8 ชาติมหาอำนาจยึดเป็นตัวประกัน ราชสำนักชิงจำต้องเซ็นสนธิสัญญาอัปยศ ผลอย่างหนึ่งในนั้น คือ การชำระหนี้ปฏิกรรมสงครามจำนวน 450 ล้านตำลึง ในช่วงนั้นรายรับของราชสำนักแต่ละปีมีแค่ 88 ล้านตำลึง เงินคงคลังก็มีแค่ 1 ร้อย 1 ล้านตำลึงเท่านั้น หนี้สินก้อนนี้แม้ผ่อนได้แต่ก็มาพร้อมดอกเบี้ย ราชสำนักจะเอาปัญญาที่ไหนไปจ่าย
นโยบายต่างๆ เพื่อการปฏิรูปที่พอจะมีงบสนับสนุนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จึงกลายเป็นแค่ฝันกลางวัน…
แต่ฝันกลางวันนี้มีทางเป็นจริง...ด้วยการรีดภาษีเพิ่มขึ้น
แค่เอ่ยคำว่าภาษี ย่อมเดาไม่ยากว่าฝั่งชาวบ้านทั้งหลายต่างร้องยี้ ชาวบ้านเริ่มด้วยการตั้งคำถามว่าทำไมตนต้องเป็นคนจ่ายเพื่อการปฏิรูปอะไรที่ไม่เกี่ยวกับตน
เรื่องเกณฑ์ทหาร ชาวบ้านก็ไม่อยากเข้าร่วมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนการสร้างอุตสาหกงอุตสาหกรรมอะไรก็ไม่เคยรู้จัก ที่จะส่งเยาวชนไปเรียนเมืองนอกก็ขอให้คนในหมู่บ้านรู้หนังสือก่อนจะดีไหม สร้างระบบไปรษณีย์ยิ่งไปกันใหญ่ หนังสือยังเขียนไม่เป็นจะเอาอะไรไปส่งจดหมายเล่า “ทั้งหมดทั้งมวลไม่เกี่ยวกับฉัน (ชาวบ้าน) จะมาขูดรีดเก็บส่วยกับฉันไปทำได้อย่างไร ให้ฉันมีที่ทำกิน มีข้าวกินครบสามมื้อก่อนดีไหม!”
ทิศทางและหัวข้อการปฏิรูปการปกครองใหม่ดีอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ชาวบ้านตาดำๆ ต่างไม่เห็นด้วย และพอเริ่มไม่เห็นด้วย เหตุผลใดๆ ที่ราชสำนักยกขึ้นมากอ้างก็พลอยขัดหูขัดตาไปหมด
แต่ไม่ใช่ราชสำนักจะมืดบอดไปเสียทั้งหมด ขุนนางต่างรู้ว่าชาวบ้านระส่ำระสายและไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ที่ต้องจ่ายด้วยภาษีตน เพื่อให้ได้ใจชาวบ้านเข้ามาร่วมปฏิรูป จึงเสนอให้ราชสำนักมอบอำนาจให้แก่ชาวประชา เมื่อประชาชนมีส่วนร่วมเลือกตัวแทน ขุนนางเป็นปากเป็นเสียงของชาวบ้านอย่างแท้จริง ชาวบ้านน่าจะพอใจ จึงเสนอให้ริเริ่มศึกษาระบอบฮ่องเต้ธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
ซูสีไทเฮาแม้จะอายุ 70 กว่า แต่สติปัญญาทะลุปรุโปร่ง แม้ตัวเลือกนี้จะทำให้ต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ขอให้ราชวงศ์ชิงยังปลอดภัยจะมีรัฐธรรมนูญอะไรย่อมไม่มีปัญหา ราชสำนักจึงจัดการส่งขุนนางไปศึกษารัฐธรรมนูญทั้งจากญี่ปุ่น อเมริกา และยุโรป อย่างจริงจัง
ผลการศึกษาออกมา ขุนนางรายงานว่าน่าประทับใจ ประเทศที่มีรัฐธรรมนูญสดใสและมั่นคงกว่าประเทศที่ไม่มี แต่ขุนนางกลับทิ้งท้ายข้อสนับสนุนว่าควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะชาวบ้านจีนยังโง่เขลาล้าหลัง ไม่พร้อมสำหรับการปกครองระบอบนี้ ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาเตรียมการ 20 ปี
20 ปี! แค่คิดก็มองไม่เห็นปลายทางแล้ว วิกฤตบ้านเมืองร้ายแรง แต่กลับเสนอให้ใช้เวลา 20 ปีเตรียมตัว
อาจจะเพราะซูสีไทเฮาคำนวณแล้วว่าระยะเวลา 20 ปี เท่ากับตนเองแทบไม่ต้องเสียอะไร (ตอนนี้ตนก็มีอายุปาเข้าไป 70 แล้ว) ซูสีไทเฮาจึงเห็นด้วย ทรงมีพระบัญชาให้เตรียมการ 20 ปี ตามนั้น!
บรรดาพ่อค้าและประชาชนที่คาดหวังการปกครองใหม่ต่างไม่พอใจ เรื่องที่ราชสำนักริเริ่มระบบการปกครองใหม่นั้นดีแน่ แต่เวลาเตรียมการช้าเกินไปไหม เสียงส่วนใหญ่จึงส่งแรงกดดันให้ระยะเตรียมการรัฐธรรมนูญลดลง โดยลดลงเป็น 15 ปี จนสุดท้ายจบลงที่เวลา 9 ปี
ราชสำนักจึงต้องเร่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของจีน โดยนำเอาเค้าโครงของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นมาเป็นต้นฉบับและใส่ความอนุรักษนิยมเข้าไปเพิ่มขึ้นอีก พอเปิดออกมาก็เริ่มต้นด้วยมาตราเกี่ยวกับ “อำนาจ” แห่งราชสำนัก 14 ข้อ และค่อยตามมาด้วย “หน้าที่” ประชาชน 9 ข้อ
กลายเป็นว่าประชาชนมีแต่หน้าที่ แม้จะมีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ประท้วง เดินขบวน รวมกลุ่มชุมนุมกัน แต่หากเมื่อมีคำสั่งจากราชการมา ทุกอย่างย่อมเป็นไปตามคำสั่งจากอำนาจส่วนกลางแบบระบบเดิม
การกำเนิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องดีและแก้ปัญหาแห่งยุคสมัย จึงจบลงด้วยความผิดหวังอีกครั้งของกลุ่มสนับสนุนการปฏิรูป
ตามมาด้วยการปฏิรูประบบราชการใน ค.ศ. 1905 ราชสำนักยกเลิกระบบสอบเคอจวี่ (ไทยนิยมเรียกติดปากว่าสอบจอหงวน) ที่ล้าหลัง ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องดีอีกเรื่องที่ควรทำ แต่การสั่งยกเลิกฉับพลันนั้นทำให้บรรดานักเรียนนักศึกษาที่ตรากตรำร่ำเรียนมาในระบบการศึกษาเก่าหลายต่อหลายปีของจีนกลายเป็นบุคคลไร้ค่าทันที
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าศรัทธาต่อราชสำนักของกลุ่มปัญญาชนเหล่านี้จะลดลงเหลือน้อยเพียงใด
ตามมาด้วยฟางเส้นสุดท้ายของโยกย้ายอำนาจการบริหารแผ่นดินด้วยการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชั่วคราว ก็เป็นอีกเรื่องดีที่ควรเร่งรีบทำ แต่รายชื่อรัฐมนตรีที่แต่งตั้งมาส่วนใหญ่กลับเป็นขุนนางเชื้อสายแมนจูหรือมองโกล ซึ่งก็คือเครือข่ายอำนาจเดิมของราชสำนักชิงทั้งสิ้น
ด้วยรายชื่อของคณะรัฐมนตรีที่ทุกคนได้เห็น ย่อมเป็นการแสดงเจตจำนงว่า จะขอยึดครองอำนาจการปกครองต่อไป บรรดาขุนนางเชื้อสายฮั่นจึงผิดหวังและแตกหักกับราชสำนัก ตามต่อมาด้วยการล่มสลายของราชวงศ์ชิงอย่างรวดเร็ว
ใครว่าราชสำนักชิงนิ่งเฉยกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ราชสำนักทำทุกอย่างที่ควรทำ ไม่ว่าจะปฏิรูปการทหาร ระบบราชการ รวมถึงยอมสละอำนาจ (บางส่วน) ก็ยินดี ราชสำนักทำทุกสิ่งที่ควรทำแล้ว แต่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากกลางวิกฤตนั้น ทำอะไรไม่ใช่สิ่งเดียวที่ต้องคิด แต่ยังต้องพิจารณาว่าทำอย่างไร ในเวลาไหนและเท่าไหร่ที่เหมาะสม แน่นอนมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ ย่อมต้องพบความล้มเหลวอย่างช่วยไม่ได้
ไม่คิดคำนึงเรื่องทำอย่างไร เมื่อไหร่ ปลายราชวงศ์ชิงจึงเต็มไปด้วยนโยบายของราชสำนักที่ใช่ แต่พอทำออกมาแล้วกลับผิดไปหมด







