posttoday
เมืองอัจฉริยะ (2) เมืองที่ไม่รู้สึกว่าแก่

เมืองอัจฉริยะ (2) เมืองที่ไม่รู้สึกว่าแก่

16 เมษายน 2560

อีก 33 ปีข้างหน้า บนโลกใบนี้จะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวจากปัจจุบัน คิดเป็นร้อยละ 21 ของประชากรโลก

โดย...ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]

อีก 33 ปีข้างหน้า บนโลกใบนี้จะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวจากปัจจุบัน คิดเป็นร้อยละ 21 ของประชากรโลก หรือ “มีจำนวนกว่า 2,000 ล้านคน” !

ตัวเลขนี้คาดการณ์โดย United Nations เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้ประชากรมีอัตราการเสียชีวิตลดต่ำลง ผู้สูงอายุจึงมีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนยาวขึ้นกว่าในอดีต ในวันนี้ประชากรเกาหลีมี 51.44 ล้านคน มีอัตราการเสียชีวิตเพียงแค่ 0.54% (เสียชีวิต 541.5 คน/1 แสนคน) ชาวเกาหลีปัจจุบันจึงมีอายุขัยเฉลี่ยถึง 82.1 ปี

ทว่า เขามีอัตราการเกิดต่ำมากค่ะ แค่ 1.17 (พ่อแม่รวมกัน 2 คน แต่มีบุตรแค่ 1.17 คน) จึงทำให้อีก 33 ปีข้างหน้า ในปี 2050 จะเหลือชาวเกาหลีเพียง 44.36 ล้านคน แต่โครงสร้างอายุประชากรจะเปลี่ยนไป ในปีนี้ประชากรเกาหลีที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไป มีอยู่ 7 ล้านคน หรือ 13.8% “ในปี 2050 จะเป็นผู้ที่มีอายุเกินกว่า 60 ปีขึ้นไปถึง 40% ของประชากรทั้งประเทศ” คือราว 17.72 ล้านคน ! (ตัวเลขของญี่ปุ่น 44% และจีน 30% จาก Aging, Economic Growth, and Old-age Security in Asia, ADB 2012)

เมืองอัจฉริยะ (2) เมืองที่ไม่รู้สึกว่าแก่

คาดการณ์ได้ว่าเกาหลีจะกลายเป็นประเทศที่แก่ที่สุด คนวัยทำงานจะลดลง วัยพักผ่อนจะมากขึ้น มีผลกระทบกับประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม รัฐบาลเกาหลีจึงพยายามชะลอการลดลงของประชากร และสร้างคนวัยทำงานในอนาคตให้มากขึ้น “ด้วยการออกแพ็กเกจจูงใจต่างๆ มากมาย ที่จะทำให้คนมีบุตรกันเยอะๆ” เช่น ช่วยเหลือค่ารักษาผู้ที่มีบุตรยาก 1 ล้านวอนต่อการรักษา 1 ครั้ง และคุณพ่อสามารถลาเพื่อดูแลบุตรเกิดใหม่คนที่ 2 ได้ ส่วนใครมีบุตร 3 คนขึ้นไปให้สิทธิในการเข้าเนิร์สเซอรี่ของรัฐก่อน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเกิดก็จะเกิดขึ้น กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะกลายเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่มีสิทธิมีเสียงที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่การเมืองและสังคม อีกทั้งคนวัยเกษียณนี้ผ่านการทำงานมาแล้ว มีศักยภาพและความพร้อมด้านการเงินค่อนข้างสูง ด้วยเหตุนี้การสร้างสิ่งแวดล้อมโครงสร้างของสาธารณูปโภค และสินค้าและบริการที่รองรับสังคมผู้สูงอายุและนักท่องเที่ยวสูงอายุ จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมรับ

เรื่องเล่า เมื่อปลายปีที่แล้วในกรุงนิวเดลี ขณะที่ “เชกา” พร้อมด้วยเพื่อนร่วมเดินทางกับคุณแม่ของเขาซึ่งมีอายุกว่า 70 ปี กำลังยืนรอคิวใช้ห้องน้ำในร้านแมคโดนัลด์ ก็มีหญิงสูงวัยชาวอินเดียเดินผ่านหน้าและแซงคิวพวกเราไป เมื่อเราทักท้วง คุณแม่ชาวอินเดียก็บอกว่า “เขาเป็น Senior Citizen ของประเทศนี้ สามารถแซงคิว Senior Citizen ต่างชาติได้” คำว่า Senior Citizen ในประเทศอินเดียศักดิ์สิทธิ์มากค่ะ !   

เมืองอัจฉริยะ (2) เมืองที่ไม่รู้สึกว่าแก่

 “แนวคิดเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City กับการรองรับสังคมผู้สูงอายุ” จึงต้องไปด้วยกันเสมอ เพราะวัตถุประสงค์ของการพัฒนาเมืองอัจฉริยะก็เพื่อให้เกิดชุมชนเมืองที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย มีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่น้อยที่สุดอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองให้เชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านระบบไอที เพื่อให้การบริหารจัดการเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ในทางธุรกิจ การผลักดันแนวคิด Smart City เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ซึ่งเป็นรากฐานในการเชื่อมโยงอุปกรณ์หรือสิ่งของรอบๆ ตัวเราเข้ากับโครงข่ายการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต กลุ่มธุรกิจไอทีต่างต้องเร่งพัฒนาอุปกรณ์ล้ำยุคที่สามารถรองรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายขึ้นได้ เช่น อุปกรณ์ติดตามตัวผู้สูงอายุที่สามารถส่งข้อมูลชีพจร ความดันโลหิต เซ็นเซอร์ตรวจจับว่าผู้สูงอายุในบ้านมีการเคลื่อนไหวหรือไม่ ผ่านจอมอนิเตอร์ในโรงพยาบาลได้ โดยเจ้าหน้าที่ไม่ต้องออกไปติดตามในบางเรื่องที่ไม่วิกฤต หรือแม้แต่การสั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือให้ระบบรดน้ำต้นไม้ในบ้านทำงาน

เรื่องแบบนี้เกาหลีก็เก่งค่ะ หลายปีก่อนได้ไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยฮันบัท ณ เมืองแดจอน ได้เห็นชุดผลงานสอบจบของนักศึกษาปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์คนหนึ่ง น่าสนใจมาก เป็น “เครื่องเล่นกับสัตว์เลี้ยงในบ้าน” ซึ่งเหมาะกับเจ้าของสัตว์เลี้ยงใช้เล่นกับหมาแมวเวลาที่ตนเองไม่อยู่บ้าน เครื่องนี้จะมีแท่นให้สัตว์เลี้ยงขึ้นไปยืนหน้าจอมอนิเตอร์ที่เจ้าของกับสัตว์เลี้ยงทั้งสองฝั่งจะเห็นหน้าตากันผ่านหน้าจอนี้ เจ้าของสามารถเปิดเครื่องจากที่ทำงานและเรียกสัตว์เลี้ยงให้วิ่งมาหาที่หน้าจะเพื่อตรวจสอบว่ายังอยู่ดีหรือไม่ แล้วคุยหรือเล่นกัน ก็พอจะทำให้สัตว์เลี้ยงกับเจ้าของหายคิดถึงกันไปได้บ้าง    

นอกจากนี้ ผลสำคัญจากการใช้เทคโนโลยีในการบริการจัดการเมือง เชื่อมโยงในหน่วยงานต่างๆ เช่น การจราจรและขนส่งพลังงาน สาธารณสุข สาธารณูปโภคเข้าด้วยกัน เพื่อการตอบสนองแบบทันท่วงที ทำให้ Smart City กลายเป็น “เครื่องมือที่ส่งเสริมให้เกิดการกระจายอำนาจ และพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการเมือง” พร้อมๆ กันนั้นก็จะเป็น “การให้อำนาจและสิทธิแก่ประชาชน” ในการร่วมกำหนดทิศทาง แสดงความคิดเห็น และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ในการบริหารจัดการเมืองได้ เช่น “กรุงโซล ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีความโปร่งใสในการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นมากที่สุดแห่งหนึ่ง” เพราะประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลการทำงานของส่วนราชการของกรุงโซลได้แทบทุกประเภทผ่านอินเทอร์เน็ต และการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุไม่รู้สึกว่าแก่ !

(อ่านต่อฉบับหน้า)

เมืองอัจฉริยะ (2) เมืองที่ไม่รู้สึกว่าแก่

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน