posttoday
สุจารี ชู เรียนให้เก่ง ตั้งเป้าให้ไกล

สุจารี ชู เรียนให้เก่ง ตั้งเป้าให้ไกล

11 เมษายน 2560

สาวเก่งมากความสามารถ “ป้อม” สุจารี ชู กรรมการผู้จัดการ สถาบันแนะแนวการศึกษา คริมสัน ประเทศไทย

โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

สาวเก่งมากความสามารถ “ป้อม” สุจารี ชู กรรมการผู้จัดการ สถาบันแนะแนวการศึกษา คริมสัน ประเทศไทย เรื่องราวของเธอน่าทึ่งในความเก่งเรียนเก่งรู้ เดินหน้าพัฒนาชีวิต วิ่งเร็วจี๋เพื่อตามความฝันและความปรารถนา จะน่าทึ่งขนาดไหนต้องตามไปอ่านกัน แต่ที่แน่ๆ เธอคือแรงบันดาลใจที่จะทำให้ใครก็ตามที่กำลังวิ่งตามความฝัน มีไฟและพลังเปี่ยมล้น

ในปี 2544 สุจารีได้รับพระราชทานทุน “เล่าเรียนหลวง” จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ด้วยคะแนนสูงสุดของปี) เธอไปศึกษาต่อที่โรงเรียน Phillips Academy (Andever) ไฮสกูลชั้นนำของสหรัฐ จากนั้นศึกษาต่อด้วยทุนเล่าเรียนหลวงในสาขาเศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์ประยุกต์ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

“ขณะที่เด็กคนอื่นขอฟังนิทานก่อนนอน แม่ป้อมจะสอนเลข จะตั้งโจทย์ยากๆ ท้าทายให้พวกเราลูกๆ คิดหาคำตอบ” สุจารี เล่า

นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กหญิงชอบวิชาคณิตศาสตร์ เธอเป็นคนแรกของโรงเรียนผดุงดรุณี โรงเรียนเล็กๆ ที่ถนนประมวล ที่เข้าแข่งขันรายการคณิตศาสตร์สำหรับเด็ก และชนะได้รางวัลเป็นที่ 3 ของกรุงเทพมหานคร รางวัลนี้เด็กผู้ชายครองตำแหน่งมาโดยตลอด เด็กผู้หญิงนั้นกล่าวได้ว่ายากถึงยากมากที่จะได้รางวัลกับเขาสักครั้ง

บิดาประกอบอาชีพเกี่ยวกับธุรกิจประกันภัย ส่วนมารดาเป็นผู้จัดการธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ขณะอยู่ชั้นประถมปีที่ 6 เด็กหญิงพูดถึงความตั้งใจเกี่ยวกับอาชีพที่ต้องการจะทำเป็นครั้งแรกในชีวิตว่า อยากเป็น “เจ้านาย” อย่างแม่ ถามแม่ว่าต้องเรียนอะไร แน่นอนว่าแม่ของเธอหัวเราะ ไม่มีอาชีพอะไรหรอกที่จะเป็นเจ้านายได้ตั้งแต่เริ่มต้น

เมื่อโตขึ้นมาได้อีกสักหน่อย แม่เริ่มพูดให้ฟังถึงมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ ถามเธอว่าอยากเรียนหรือไม่ กล่าวได้ว่าตั้งแต่นั้นคือการเริ่มต้นของความฝัน สุจารีมุ่งมั่นอย่างมาก เธอเข้าแคมป์คณิตศาสตร์ที่ดีหลายแคมป์ ในช่วงฤดูร้อนบินไปเรียนซัมเมอร์ในต่างประเทศ

จากโรงเรียนผดุงดรุณี เธอเข้าเรียนที่สาธิตปทุมวัน และเตรียมอุดมศึกษา พร้อมๆ กับไฟฝันที่จะคว้าทุนเล่าเรียนหลวงให้ได้ การเตรียมตัวเริ่มตั้งแต่ ม.ต้น เดินหน้าทางการศึกษา ท่ามกลางการสนับสนุนแบบสุดตัว

“อาจารย์ก็สนับสนุนอย่างมาก เราเป็นเด็กเก่งที่มีเป้าหมายชัดเจน เราพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ความฝันเป็นจริง”

สุจารีไปแข่งขันในหลายเวทีด้านการศึกษา ทั้งคณิตศาสตร์ เคมี ภาษาอังกฤษ ไปแข่งเคมีโอลิมปิกก็ได้เหรียญทองโอลิมปิกมาแล้ว ไม่นับรางวัลยิบย่อยอีกมาก หากในใจเธอคือทุนเล่าเรียนหลวง ทุนที่ไม่ได้มาง่าย หากต้องทุ่มเทพากเพียร ขณะเดียวกันก็ต้องพร้อมที่จะแข่งขันกับคู่แข่งที่ฉกาจฉกรรจ์ทั่วประเทศ

การเตรียมตัวเป็นไปพร้อมการวางแผนสอบ สุจารีได้กำลังใจจากมารดาที่เชื่อว่าเธอจะทำได้ แม้ว่าอาจารย์ที่ปรึกษาแนะนำให้เลือกทุนอื่น แต่เพราะแม่ที่กล่าวย้ำว่า “ถ้าไม่ได้ทุนเล่าเรียนหลวงก็ไม่เอา” แม่ปักธงพร้อมให้ความมั่นใจ จะสนับสนุนหาทางให้ถ้าต้องเป็นอย่างนั้น

หนทางยาวไกลรออยู่ข้างหน้า ขณะนั้นเหลือเวลาอีก 1 ปีเศษให้เตรียมตัว โปรแกรมของสุจารีต้องสอบสังคม คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ เธอวางแผนว่า ในเมื่อคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ย่อมมีคู่แข่งสายแข็งที่ทำได้ดีมากๆ เธอจะลองเสี่ยงด้วยการทุ่มเทกับสายศิลป์ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และสังคม 

“ตารางอ่านหนังสือแปะไว้ทั่วบ้าน ถึงเวลานี้ต้องอ่านวิชานี้ ถึงเวลานั้นต้องอ่านวิชานั้น โดยเฉพาะศิลป์ภาษาที่รู้ว่าข้อสอบคือการเขียนบทความ ป้อมก็เขียนทุกวันเหมือนกัน อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน ตั้งโจทย์จากข่าวที่อ่านนี่แหละ หัดคิดหัดเขียน เขียนจนลื่นไหล ทำอย่างนี้ตลอดทั้งปี”  

ทุกคนในบ้านก็ช่วยด้วย หมายถึงบรรยากาศการเตรียมตัวสอบเป็นไปอย่างเคร่งครัดและเข้มข้น ไปสอบวันแรกวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ทำข้อสอบด้วยความเครียด เกิดอาการปวดเกร็งขา แทบจะก้าวเดินกลับบ้านไม่ได้ เกือบจะไม่ไปสอบในวันถัดไปแล้วเพราะล้ามาก แต่พี่สาวเตือนสติว่าไม่ได้นะ ที่ทำมาทั้งปีก็เพื่อวันนี้

การสอบวันถัดไปในสามวิชาสุดท้าย สุจารีทำข้อสอบอย่างมั่นใจ เธอทำได้และมั่นใจมาก เป็นผลจากการฝึกอย่างหนัก กระทั่งเมื่อเจอหัวข้อเรียงความใดก็แทบไม่ต้องคิด สามารถเขียนตอบได้ในทันทีอย่างสละสลวยสวยงาม ทั้งหัวข้อการเมือง เศรษฐศาสตร์และโครงการหลวง

“กลับจากสอบมาเข้าค่ายโอลิมปิกเคมีค่ะ ไปรอฟังผลสอบตอนอยู่ในแคมป์ เพื่อนที่ไปฟังผลโทรมาบอกว่าเธอได้ที่หนึ่งทุนเล่าเรียนหลวงปีนี้”

เป็นครั้งแรกที่แม่เอ่ยปากชมเชย สุจารีเล่าถึงมารดา “สุภาภรณ์ อังชัยสุขศิริ” ว่า เป็นต้นแบบในความเอาจริงเอาจัง แม่เป็นนักวางแผนและมีวินัยสูง ตั้งแต่เด็กเธอได้เกรด 4 มาตลอด แต่แม่ไม่เคยเอ่ยปาก ไม่เคยได้รับรางวัลเรียนดีใดๆ ทั้งสิ้น มาประสบผลก็เมื่อคราวได้ที่หนึ่งทุนเล่าเรียนหลวง ญาติๆ ต้องเตือนแม่ว่าจัดงานฉลองให้ลูกบ้างเถอะ

“แม่ทำงานแบงก์ แม่โค้ชคนเก่งและเป็นเฮดโค้ชชิ่งให้แบงก์อีกต่างหาก ไม่แปลกที่แม่จะโค้ชลูกๆ ทั้งสามคนของแม่ การเห็นวิธีที่แม่คิดเป็นการฝึกเราไปในตัว บางครั้งแม่จะหิ้วลูกๆ ไปดูแม่ทำงานที่แบงก์ แม่จัดการยังไงกับปัญหาต่างๆ นี่คือวิธีที่เราโตมา”

สุจารี ชู เรียนให้เก่ง ตั้งเป้าให้ไกล

เรียนเก่งอย่างเดียวแต่ทำงานแล้วไปไม่เป็น แม่คงไม่ยอม ทักษะพื้นฐานที่เด็กต้องมี สำหรับแม่แล้วคือการสื่อสาร การนำเสนอ สุจารีไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนพิเศษ มีวิชาเดียวที่แม่ยอมให้เรียนคือภาษาอังกฤษ ทุกภาคฤดูร้อนเธอบินไปเรียนคอร์สสั้นๆ ที่ต่างประเทศ ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ทำให้ไม่กลัวฝรั่ง พูดและคิดอย่างเป็นธรรมชาติ

สุจารีเล่าย้อนให้ฟังช่วงเรียนที่ฮาร์วาร์ด...มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ปีแรกเหนื่อยมาก ยากมาก แต่ก็ก้าวข้ามและผ่านพ้น การไปอยู่ต่างแดนไม่เป็นปัญหาสำหรับเธอ ไม่ยากเพราะเคยเจอแบบนี้มาตั้งแต่ไหน สุจารีอยู่ด้วยตัวเองและตั้งมั่นด้วยตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ไม่เครียดแม้การเรียนจะหนัก เธอคุมตัวเองแบบอยู่หมัด

“ไม่สติแตกเพราะการวางแผน มั่นใจในตัวเองได้ในระดับหนึ่งเลยถ้าเราวางแผนไว้ดี”

การเรียนในต่างประเทศมีความแตกต่างจากการเรียนการสอนของไทย ในต่างประเทศเด็กทุกคนมีพื้นที่ของตัวเอง ทุกคนต้องพูด ต้องแสดงทัศนคติ ต้องวิพากษ์วิจารณ์ ต้องมีความคิด กล้าโต้กล้าเถียง เปรียบเทียบกับการเรียนหนังสือในบ้านเรา สุจารีว่าก็ต่างกันเยอะ มุมมองและความแตกต่างในมิติด้านการศึกษาที่เห็น ต่อมาได้นำเธอไปสู่เป้าหมายใหม่เกี่ยวกับการทำงานด้านการศึกษาในประเทศไทยในเวลาต่อมา

เมื่อจบจากฮาร์วาร์ด สุจารีฝึกงานที่สถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ต่อมาทำงานที่ แมคคินซีย์ (McKinsey) เมืองชิคาโกเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะเปลี่ยนสายงานมาทำงานในฝ่ายการลงทุน เลื่อนตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการของ อัลพินเวสต์ (Alpinvest) ฮ่องกง เธอทำงานที่นี่ 8 ปีเต็ม ตัดสินใจลาออกเพื่อใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว

“ลาออกเพราะคิดว่าไม่มีเวลาให้ลูกเลย ประกอบกับรู้สึกอิ่มกับงานที่ทำ ไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีอะไรให้เรียนรู้อีกต่อไป”

สุจารีในวัย 33 ปี สมรสแล้ว สามีคือเพื่อนร่วมสถาบันที่ฮาร์วาร์ด โทนี่ ชู ซึ่งปัจจุบันยังทำธุรกิจอยู่ที่ฮ่องกง เธอมีลูกชายลูกสาวอย่างละหนึ่ง คือ ด.ช.ไทเลอร์ วริศ ชู วัย 5 ขวบ กับ ด.ญ.ณิชา ชาร์ล็อตต์ ชู วัย 3 ขวบ สามีตั้งชื่อลูกชาย ส่วนชื่อลูกสาวขอตั้งเอง จองชื่อนี้ไว้นานมาก ถ้ามีลูกสาวต้องชื่อนี้ เพราะคิดว่าเป็นชื่อที่น่ารัก หมายถึงความบริสุทธิ์

ครอบครัวมีความสุข วันนี้ของสุจารีคือการใช้ชีวิตและการเดินทางระหว่างบ้านที่ฮ่องกงกับออฟฟิศที่ประเทศไทย...สถาบันแนะแนวการศึกษาคริมสัน เป้าหมายจากนี้คือการผลักดันคริมสันให้เป็นหนึ่ง เป็นชื่อที่ผู้ปกครองคิดถึงเมื่อบุตรหลานต้องการศึกษาต่อสถาบันการศึกษาต่างประเทศ

คริมสันดำเนินตามนโยบายเดียวกันทั่วโลก คือ การเน้นให้คำปรึกษาแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งด้านวิชาการ ทักษะนอกห้องเรียนและการให้คำปรึกษาที่เฉพาะเจาะจงสำหรับบุคคล นั่นก็เพราะเด็กแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน สถาบันจึงไม่มีหลักสูตรตายตัว แต่จะให้คำปรึกษาและแนะแนวเด็กตามความชอบความสนใจ

“เราเน้นการทำงานกับเด็กตั้งแต่อายุน้อย เพื่อเปิดกว้างมุมมองและป้อนประสบการณ์ที่จำเป็น สำคัญที่สุดคือเด็กต้องรู้จักตัวเอง มีทักษะที่จะค้นหาตัวเอง ตัดสินใจเองว่าต้องการอะไร”

สุจารีทิ้งท้ายว่า เธอเป็นอดีตนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง การได้ทำงานด้านการศึกษา เติมเต็มตัวเธอในทางหนึ่ง เพราะหมายถึงการได้ใช้ทุนในวิถีทางของนักการศึกษา เธอรู้สึกดีมากจริงๆ เวลาที่ได้เห็นเด็กเยาวชนได้ก้าวต่อไปยังทิศทางที่พวกเขาต้องการ

ข่าวล่าสุด

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์

แบงก์ชาติ ชู 3 เสาหลัก รับมือความท้าทาย AI และภัยไซเบอร์