
ประเทศไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน
เดือน เม.ย. 2560 จะเป็นวันครบรอบเหตุการณ์ทางการเมืองอย่างน้อย 2 เหตุการณ์แต่ห่างกันคนละปี
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
เดือน เม.ย. 2560 จะเป็นวันครบรอบเหตุการณ์ทางการเมืองอย่างน้อย 2 เหตุการณ์แต่ห่างกันคนละปี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่เป็นปกติ แต่เป็นการกระทำที่สร้างความอัปยศอดสูต่อชาติบ้านเมืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นความรันทดของคนทั้งชาติ ที่ไม่คิดว่านักการเมืองจะใช้วิธีการเช่นนี้ในการช่วงชิงอำนาจทางการเมือง คนไทยคิดถึงเรื่องนี้ทีไรก็เศร้าใจทุกทีและคิดว่าทำอย่างไรเหตุการณ์อัปยศเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ผู้เขียนยังจำได้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันเหมือนกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2552 ที่กลุ่มผู้สูญเสียอำนาจทางการเมืองบุกเข้าไปในโรงแรมที่พัทยาเพื่อล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนบวก 3 ที่รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพ จนเจ้าหน้าที่อารักขาต้องพาผู้นำประเทศที่ได้รับเชิญหลบหนีเอาตัวรอดกันจ้าละหวั่น มีการสั่งการเป็นหลักฐานชัดเจนจากแกนนำในการชุมนุมที่กรุงเทพฯ ไปยังแกนนำที่พัทยาให้ล้มการประชุมสุดยอดให้ได้
ผู้นำในการล้มการประชุมที่พัทยาประกาศชัดเจนว่าได้รับคำสั่งจากแกนนำที่ชุมนุมอยู่ที่ กทม. ขณะที่แกนนำที่กทม.ก็ประกาศก้องว่าตนเองเป็นคนสั่งให้ล้มการประชุมเองซ้ำยังบอกไปยังผู้นำประเทศที่เดินทางมาชุมนุมให้รีบกลับประเทศเสียอีก มีการวางแผนกันอย่างเป็นขั้นตอน มีการจ่ายเงินจำนวนมากสนับสนุนภารกิจนี้ใช้ความรุนแรงในการโค่นล้มรัฐบาลจากพรรคการเมืองขณะนั้นด้วยความพยายามก่อการจลาจล เผารถกลางเมืองหลวง ข่มขู่จะระเบิดรถบรรทุกแก๊สไหม้ที่พักอาศัยของประชาชนย่านดินแดง กำลังติดอาวุธบุกจะเผาตลาดนางเลิ้งจนชาวบ้านต้องรวมตัวกันต่อต้าน และชาวบ้านถูกยิงตายไปสองราย การบุกเข้าไปในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งหากม็อบสามารถพังรถนายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้ คาดว่านายกรัฐมนตรีและรองที่อยู่ในรถคันนี้คงถูกฆ่าตายหรือได้รับบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว
อีกหนึ่งปีต่อมาในเดือนเดียวกันมีความพยายามก่อการจลาจลก่อวินาศกรรม ก่อการร้าย ใช้อาวุธสงครามทำร้ายทหารที่รักษาความสงบจนเสียชีวิต 5 รายในคืนเดียวกัน และบาดเจ็บสาหัสและเล็กน้อยหลายร้อยคน ประชาชนเสียชีวิต 20 กว่าคน การใช้กำลังอาวุธเข้าต่อสู้กับเจ้าหน้าที่เหมือนสงครามกลางเมือง มีการเผาบ้านเผาเมืองจนควันไปพวยพุ่งเหนือ หลายพื้นที่ใน กทม.จนถึงวันที่ 18 พ.ค. 2553 จึงยุติแต่ประเทศชาติบอบช้ำ เสียหายอย่างยับเยิน สิ่งเหล่านี้คนไทยซึ่งไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศก็ได้เห็นด้วยตาตนเองแล้ว
การแย่งชิงอำนาจทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา สำหรับนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรงหรือปลุกปั่นให้คนไทยแตกแยกแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่าย เมื่อตนสูญเสียอำนาจขึ้นมาก็หน้ามืดถึงกับใช้วิธีการต่างๆ ที่ผิดกฎหมายเพื่อแย่งชิงอำนาจกลับคืน โดยไม่คำนึงว่าจะขัดกับหลักประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพหรือทำลายชาติบ้านเมือง
นอกจากเป็นบทเรียนสำหรับชาติบ้านเมืองแล้ว ยังได้ให้บทเรียนแก่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย มีเวลาทบทวนบทบาทของตนในฐานะเจ้าของอธิปไตยเจ้าของประเทศที่ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่ของพลเมืองดีจะไม่ยอมให้นักการเมืองที่ไม่ดีเอาบ้านเมืองมาต้มยำทำแกงจนประเทศชาติเสียหายยับเยินดังเช่นที่กล่าวมา
วันนี้พฤหัสบดีที่ 6 เม.ย. 2560 ซึ่งเป็นวันจักรี หรือวันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ที่มีอายุครบ 235 ปีตามหมายกำหนดการที่ประกาศเวลา 15.30 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับที่
20 ให้กับปวงชนชาวไทย ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหลวงรัชกาลที่ 10 นับว่าเป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่ไม่น้อยกว่าพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2475
ประเทศไทยจะกลับสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยเต็มใบอีกครั้งภายในกำหนดเวลาตามโรดแมปที่วางไว้ ส่วนประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองมีความสงบเรียบร้อยมากน้อยเพียงใด ส่วนหนึ่งขึ้นกับประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยว่าจะเป็น “พลเมืองผู้ตื่นรู้” หรือยัง หรือยังนอนหลับใหลปล่อยให้นักการเมืองไม่ดีปู้ยี่ปู้ยำกินบ้านกินเมืองกันอีกประชาชนต้องรู้จักใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบและทำหน้าที่ของตนอย่างเข้มแข็งนักการเมืองที่ดีและประชาชนต้องช่วยกันในการกำจัดคนโกงบ้านโกงเมือง กำจัดนักการเมืองไม่ดีที่คิดบ่อนทำลายประเทศชาติและราชบัลลังก์ ส่วนนักการเมืองที่ไม่ดีก็ต้องปรับความคิดและพฤติกรรมของตนเสียใหม่ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับ “ปราบโกง” ไม่เช่นนั้นก็ต้องเจอ “ยาแรง”
วิกฤตของชาติประการหนึ่งคือ การเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น เมื่อเข้าไปแล้วกลับไม่ใช้ความดีงามของตนแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองอย่างที่ควรจะเป็น แต่มุ่งให้ได้อำนาจและใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพรรคพวก พวกนี้จึงลงทุนสูงและคิดมาเอาคืนจากแผ่นดิน ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างรุนแรงและระบาดในทุกระดับถ้าเราแก้วิกฤตการเข้าสู่อำนาจและวิกฤตการทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ได้ก็อย่าหวังเลยว่า ประเทศชาติจะพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น
ทำให้นึกถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศที่ว่า “ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...” หากประชาชนช่วยกันทำให้พระราชดำรัสนี้เป็นความจริงเมืองไทยคงมีความเจริญก้าวหน้าและสงบเรียบร้อยอย่างแท้จริง
อดีต ปัจจุบัน และอนาคตเกี่ยวข้องกับอย่างแยกไม่ออก อดีตไม่ว่าจะเป็นสิ่งดีงามหรือสิ่งเลวร้าย ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ส่วนอนาคตนั้นเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แม้มองไม่เห็นเราก็ต้องเดินไปหามัน แต่เราสามารถใช้ประสบการณ์ในอดีตกำหนดทางเดินในอนาคตของเราได้ เราต้องไม่ยอมให้ความเลวร้ายในอดีตเกิดขึ้นอีก เราสามารถออกแบบสังคมประเทศและอนาคตของประเทศได้ และพยายามเดินไปให้ถึงเป้าหมายที่กำหนดร่วมกัน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่พยายามให้คำตอบในเรื่องนี้
ขอให้วันพฤหัสบดีที่ 6 เม.ย. 2560 เป็นวันเริ่มต้นที่จะมีสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นในประเทศที่อยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ด้วยเทอญ







