
ธปท.หักคอแบงก์ สร้างสมดุลธุรกิจ-สังคม
เรียกว่านั่งลุ้นกันอย่างใจจดจ่อ... เพราะถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ประชาชนรายย่อยจะได้เฮ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะทุบโต๊ะขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ลดค่าธรรมเนียมข้ามเขตทุกประเภทบริการ ในวันที่ 9 ก.ย.
เรียกว่านั่งลุ้นกันอย่างใจจดจ่อ... เพราะถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ประชาชนรายย่อยจะได้เฮ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะทุบโต๊ะขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ลดค่าธรรมเนียมข้ามเขตทุกประเภทบริการ ในวันที่ 9 ก.ย.
โดย...ทีมข่าวการเงิน
งานนี้ต้องเรียกว่า ธปท. “หักคอ” แบงก์พาณิชย์ เพราะการนัดหารือวันที่ 9 ก.ย. ธปท.เป็นฝ่ายเรียกธนาคารพาณิชย์มาฟัง ไม่ใช่การพูดคุยอีกแล้ว หลังจากมีความพยายามผลักดันเรื่องนี้อยู่หลายครั้งก็ไม่ได้ข้อสรุป
โดยการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ระหว่าง ธปท. และคณะทำงานต้นทุนและค่าธรรมเนียมการให้บริการชำระเงินของธนาคารพาณิชย์ (ทตน.) ซึ่งมีตัวแทนธนาคารพาณิชย์หลายแห่งร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้
หลังแบงก์ประเมินว่าหากเลิกเก็บค่าธรรมเนียมข้ามเขตจะทำรายได้หดนับหมื่นล้านบาท
ทว่า ท้ายที่สุด ธปท.ในฐานะผู้กำกับซึ่งรับฟังธนาคารมาโดยตลอด ได้ข้อสรุปแล้วให้ธนาคารพาณิชย์เลิกเก็บค่าธรรมเนียมกรณีข้ามเขตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบริการฝากถอนโอน ทั้งแบบผ่านเคาน์เตอร์และตู้เอทีเอ็ม ตลอดจนการโอนเงินผ่านระบบบาทเน็ตสำหรับรายย่อย รวมถึงบริการเช็คข้ามเขต
โดย ธปท.ประเมินว่าจะทำให้รายได้ของระบบธนาคารหายไป 7,000-8,000 ล้านบาท แม้ไม่เท่ากับตัวเลขที่ฟากธนาคารประเมินมา แต่ยอมรับว่าจะกระทบกับธนาคารหนักหนาเอาการอยู่
ดังนั้น ธปท.จึงเพิ่มทางเลือกให้ธนาคารสามารถหารายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับเงินสดและเช็คมาชดเชยรายได้ส่วนนี้ แต่ ธปท.เตรียมออกประกาศเพิ่มเติมกำหนดว่าจะเก็บชดเชยจากบริการใดบ้าง และในอัตราเท่าไหร่ เพื่อป้องกันไม่ให้ธนาคารไปเก็บรายได้ส่วนอื่นมาเติมจนเต็ม
ทำเอาธนาคารพาณิชย์จุกอกไปตามๆ กัน เพราะรายได้หายไปต่อหน้าต่อตา และไม่เห็นด้วยกับการเข้ามาควบคุมกลไกราคา
พร้อมกับคับข้องใจนโยบายกำกับของ ธปท. ที่กดดันทั้งฝั่งรายได้ดอกเบี้ย ให้ลดส่วนต่างดอกเบี้ยแคบลง แล้วยังบังคับให้ลดรายได้ฝั่งค่าธรรมเนียมอีก เหมือนต้องการปิดประตูทุกบาน
กลายเป็นความขัดแย้ง เพราะธุรกิจธนาคารซึ่งทำหน้าที่ตัวกลางทางการเงิน หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีฐานะการเงินเข้มแข็ง มีเงินทุนเหลือเผื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รองรับหนี้เสียที่อาจพุ่งพรวด ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาแบงก์ล้มเหมือนในอดีต สุดท้ายกลายเป็นภาระภาษีประชาชน
กระนั้น คำว่าเงินทุนที่เพียงพอกับกำไรที่มากเกินควร เป็นเพียงเส้นแบ่งบางๆ ที่ตัดสินลำบาก
ปฏิเสธไม่ได้ว่าแบงก์ตกเป็นผู้ร้ายในสายตาสังคมว่าค้ากำไรเกินควร สะท้อนจากกำไรปีละหลายหมื่นล้านบาท แม้แบงก์จะแย้งว่ากำไรมหาศาลอยู่บนฐานทุนมหาศาลเช่นกัน เมื่อหาค่าเฉลี่ยออกมาแล้ว อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ไม่ถึง 2% น้อยกว่าธุรกิจเล็กบางธุรกิจเสียอีก
อย่างไรเสีย เชื่อว่า ธปท.ในฐานะผู้กำกับย่อมพิจารณาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนแล้วว่ามาตรการนี้จะเกิดผลดีกับประชาชนทันที โดยไม่เกิดผลเสียในระยะยาว ซึ่งผลงานชิ้นนี้จะเป็นการทิ้งทวนของนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.คนปัจจุบัน โดยได้รับความร่วมมือจากนายประสาร ไตรรัตน์วรกุลว่าที่ผู้ว่าการ ธปท.คนต่อไป อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ในฐานะผู้เคยเป็นนักปฏิบัติมาก่อน
จึงเชื่อว่าจะออกมาตรการที่ประนีประนอมที่สุด โดยหลังการหารือเย็นนี้ ธปท.จะออกประกาศแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นทางการให้ธนาคารพาณิชย์รับทราบภายใน 2-3 วัน พร้อมชี้แจงถึงเหตุผลและสาเหตุของความจำเป็นในการปรับค่าธรรมเนียมไว้อย่างชัดเจน
และบุคคลที่จะได้หน้าไปเต็มๆ คือ นายกรณ์จาติกวณิช รมว.คลัง ผู้ผลักดันเรื่องนี้ ถึงขนาดตั้งกระทู้ลงบนหน้าเฟซบุ๊กส่วนตัวให้แฟนๆ คอยติดตามผลการหารือเย็นนี้
โดยนายกรณ์ ย้ำจุดยืนมาตลอดว่า รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารไทยนั้นสูงลิ่ว และขยายตัวเป็นอันดับต้นๆ ในเอเชีย
โดยปีนี้ 4 ธนาคารใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย กรุงไทย และกรุงศรีอยุธยา รวมกันกำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นประมาณ 25%จาก 6 หมื่นล้านบาท เป็น 7.5 หมื่นล้านบาท
พร้อมยกตัวอย่างสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมของกสิกรไทย ที่ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็น 49%
“พูดง่ายๆ ไม่ต้องปล่อยกู้เพิ่มมากนักก็กำไรบานครับ” นายกรณ์ ระบุในเฟซบุ๊ก
มาตรการนี้ใครได้ ใครเสีย เป็นอีกหนึ่งโครงการประชานิยมหรือไม่ คงต้องใช้วิจารณญาณ แต่ที่แน่ๆ คือเป็นข่าวดีของผู้บริโภคนับล้านคน
เพราะมีเสียงร้องเรียนมาโดยตลอดว่าธนาคารเรียกเก็บค่าบริการข้ามเขตในอัตราค่อนข้างสูง
บางครั้งธุรกรรมเกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แต่เมื่อแบ่งตามเขตกลับกลายเป็นข้ามเขต ต้องเสียค่าบริการแพงขึ้น
อีกทั้งตลอดเวลาหลายปีธนาคารโฆษณาว่าหากลูกค้ามาใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์กันเยอะขึ้น ค่าบริการจะถูกลง แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ไหนจะค่าธรรมเนียมทำบัตรเอทีเอ็มถูกปรับให้แพงขึ้นมาเท่ากับบัตรเดบิต เพื่อเป็นข้ออ้างแกมบังคับให้ลูกค้าทำบัตรเดบิต โดยอ้างว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า กลายเป็นว่าเมื่อบริการดีขึ้น ลูกค้าต้องจ่ายแพงขึ้นตามไปด้วย
ปัจจุบันค่าธรรมเนียมเช็คข้ามเขต หมื่นละ 10 บาท ขั้นต่ำ 10 บาทต่อครั้ง ค่าฝากและถอนข้ามเขต หมื่นละ 10 บาท แต่คิดค่าธรรมเนียมเบื้องต้นครั้งละ 1030 บาท สูงสุดคิด 1,000 บาท หรือบางธนาคารคิดค่าธรรมเนียมสูงสุดไม่จำกัด
ค่าธรรมเนียมโอนเงินข้ามเขตผ่านตู้เอทีเอ็ม กรณีไม่เกิน 1 หมื่นบาท คิด 25 บาทต่อครั้ง ถ้าเกิน 1 หมื่นบาท คิด 35 บาทต่อครั้ง
ค่าธรรมเนียมโอนเงินเข้าบัญชีข้ามธนาคาร คิดค่าธรรมเนียม กรณีไม่เกิน 1 แสนบาท คิด 12 บาท มากกว่า 1 แสนบาท แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท คิด 40 บาท และมากกว่า 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท คิด 100 บาท
ค่าธรรมเนียมโอนเงินระหว่างบัญชีออมทรัพย์และกระแสรายวันอัตโนมัติ ที่ปัจจุบันคิดค่าธรรมเนียมเฉลี่ยที่ 10-50 บาทต่อครั้ง หรือคิดตามวงเงิน
ค่าธรรมเนียมธุรกรรมบาทเน็ต คิดตามแต่รูปแบบ ตั้งแต่ 5–200 บาทต่อรายการ
ค่าธรรมเนียมเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นอดีต...
นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงการหารือหนนี้ว่า “เข้าใจว่า ธปท.ได้คิดโจทย์ในการหาสมดุลของส่วนต่างดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมไว้แล้ว และกระทรวงการคลังก็มีแผนเชิญผู้บริหารธนาคารไปหารือว่าอะไรจะทำได้บ้าง สำคัญคือทำอย่างไรให้เกิดสมดุลเชิงการเงินและสังคม”
สุดท้ายธนาคารพาณิชย์จะปรับตัวอย่างไร ประกาศที่อยู่ในมือ ธปท.ฉบับนี้ จะสร้างสมดุลของการหากำไรของธุรกิจการเงินอย่างเป็นธรรมกับสังคมหรือไม่ ไม่นานได้รู้กัน!!!







