
เพลี้ยระบาดนครพนม นาล่ม 1.5 หมื่นไร่
เกษตรกรนครพนมเดือดร้อนหนัก หลังเกิดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดนาข้าวกว่า 1,5000 ไร่ หนักสุดในรอบ 30 ปี
เกษตรกรนครพนมเดือดร้อนหนัก หลังเกิดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดนาข้าวกว่า 1,5000 ไร่ หนักสุดในรอบ 30 ปี
เกษตรกรในพื้นที่อ.ท่าอุเทน อ.ศรีสงคราม และ อ.บ้านแพง จ.นครพนม ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากขณะนี้ประสบปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดในนาข้าว สร้างความเสียหายต้นข้าวที่กำลังจะออกรวงแห้งตาย ขยายวงกว้างแล้วกว่า 15,000 ไร่ โดยจากข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดพบว่าหนักสุดในรอบ 30 ปี และไม่เคยพบมาก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งสำรวจหาสาเหตุ และวิธีป้องกัน เบื้องต้นสาเหตุเชื่อว่ามาจากสภาพอากาศแปรปรวนบวกกับภาวะโลกร้อน อีกทั้งมีฝนทิ้งช่วงระยะหนึ่ง พร้อมประกาศเตือนให้เกษตรกรหมั่นตรวจสอบหากพบเห็นให้เจ้าเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลทันที
นายปารถนา ไชยศล ผู้ใหญ่บ้านนาหนองบก หมู่ 4 ต.ไชยบุรี อ.ท่าอุเทน กล่าวว่า ชาวนาได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดในนาข้าว ทำให้ต้นข้าวแห้งตาย เพราะเพลี้ยกระโดดจะกัดกินน้ำเลี้ยงต้นข้าว และมีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้ยากต่อการป้องกันแก้ไข ซึ่งเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่เกษตรได้แนะนำให้มีการฉีดพ่นสารเคมี แต่น้อยผลน้อยมาก ทำให้พื้นที่นาข้าวเสียหายจำนวนมาก จึงขอให้หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งมาตรวจสอบหาทางแก้ไข เพราะถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่เคยพบมาก่อน ที่สำคัญปีนี้ชาวบ้านทำนามากขึ้น เนื่องจากข้าวราคาแพง แต่หากมาเจอปัญหาแบบนี้ต้องขาดทุนแน่นอน
ทางด้านนายฉัตรชัย ศรีเฉลา หัวหน้ากลุ่มช่วยเหลือเกษตรกร สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม กล่าวว่า ได้รับรายงานจากเกษตรอำเภอต่างๆ ในพื้นที่นครพนม ประสบปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดหนักในนาข้าว ทำให้พื้นที่นาข้าวได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างแล้วกว่า 15,000 ไร่ โดยเบื้องต้นได้ประสานกับหน่วยงานเกษตรทุกพื้นที่ เร่งออกสำรวจความเสียหายและหาสาเหตุ
ทั้งนี้เพื่อหาแนวทางการป้องกันช่วยเหลือ ซึ่งถือเป็นปัญหาศัตรูพืชที่ไม่เคยพบมาก่อนในพื้นที่นครพนม ส่วนการป้องกันกำจัดต้องใช้วิธีพ่นสารเคมี พร้อมประกาศเตือนพี่น้องเกษตรกรให้หมั่นตรวจสอบดูแล หากพบเห็นให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรไปตรวจสอบทันที เนื่องจากเพลี้ยกระโดดชนิดนี้มีการขยายพันธุ์รวดเร็ว หากปล่อยไว้จะทำให้นาข้าวเสียหายทันที
ขณะที่จ.มหาสารคาม ฝนตกต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้มีปริมาณน้ำสะสมและมีน้ำท่วมขังพื้นที่นาข้าวของเกษตรกร ส่อเค้าได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะที่อำเภอเชียงยืน ในพื้นที่ 4 ตำบล คือที่ต.นาทอง เหล่าบัวบาน กู่ทอง และต.าทอง รวม 26 หมู่บ้าน 1,442 ครัวเรือน รวมพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม 12,200 กว่าไร่ที่คาดว่าจะได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ยังพบกลุ่มไข่ของหอยเชอรี่ที่ไปวางไข่ตามต้นไม้ และต้นหญ้าบริเวณที่ถูกน้ำท่วม ในอัตราที่สูงเกษตรกรจึงควรจับไปทำลายในระยะนี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดขยายวงกว้างออกไป ขณะที่ นายรังสี ปัทมามาลย์ เกษตรอำเภอเชียงยืน ได้ออกติดตามสถานการณ์ เพื่อหางทางช่วยเหลือเกษตรกรต่อไปแล้ว
ที่จ.อำนาจเจริญ สถานการณ์น้ำท่วมขังที่บ้านดอนว่าน ต.หัวตะพาน อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ อยู่ในระดับที่ทรงตัว และท่วมขังมาแล้ว 19 วันนาข้าวเน่าตายที่เสียหายจำนวนกว่า 20,000 ไร่ ที่ได้รับผลกระทบใหม่ล่าสุดคือน้ำจากลำน้ำเซบายไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่แห่งใหม่คือนาข้าวของเกษตรกรที่ตำบลจิกดู่ อ.หัวตะพานจำนวนกว่า 3,000 ไร่ สาเหตุจากน้ำเหนือยังไหลลงมาสมทบอยู่ตลอดเวลาถึงแม้ปริมาณฝนตกน้อยลงแล้วก็ตามและในวันนี้ทางปศุสัตว์อำเภอและปศุสัตว์จังหวัดได้นำหญ้าแห้งมาแจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่เลี้ยงโคกระบือ เพราะจากสภาวะน้ำท่วมสัตว์เลี้ยงจำพวกโคกระบือได้รับผลกระทบอย่างหนักไม่มีหญ้าที่จะเลี้ยงชีพได้เลย ชาวบ้านเดือนร้อนมากเพราะพื้นที่จะนำโคกระบือไปเลี้ยงโดนน้ำท่วมหมดแล้ว
ขณะนี้พบว่าถนนหนทางที่สัญจรไปมาอยู่ในสภาพที่ชำรุดเป็นจำนวนหลายส้นทางทางอำเภอกำลังออกสำรวจเพื่อที่จะนำเงินงบประมาณมาทำการซ่อมบำรุงให้รวดเร็วที่สุดเนื่องจากประชาชนใช้สัญจรไปมาโดยเฉพาะเด็กๆนักเรียนนักศึกษาที่ต้องเดินทางเข้าไปเรียนหนังสือในเมืองใหญ่
ส่วนปริมาณน้ำในแม่น้ำชีได้เพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตรโดยเฉพาะนาข้าวของชาวบ้านในต.ขื่องคำ และ ต.ขุมเงิน อ.เมือง จ.ยโสธร จนส่งผลให้นาข้าวถูกน้ำท่วมจมอยู่ใต้น้ำ จำนวนกว่า 10,000 ไร่ และล่าสุดกระแสน้ำได้ไหลทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านปากเป่ง ต.เขื่องคำ อ.เมือง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ตามแนวลำน้ำชีและเป็นพื้นที่ลุ่มถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ถนนภายในหมู่บ้านไม่สามารถสัญจรไปมาได้ชาวบ้านต้องขนย้ายสิ่งของเครื่องใช้ขึ้นไว้ที่สูงและต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการไปมาหาสู่กัน
นอกจากนี้ที่จ.กาฬสินธุ์ สถานการร์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลาย ทำให้ต้องประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติน้ำท่วมครอบคลุม แล้ว 12 อำเภอ โดยเฉพาะพื้นที่ติดกับลำน้ำปาว ลำน้ำชี ในเขต อ.กมลาไสย อ.ฆ้องชัย อ.ยางตลาดและ อ.เมืองกาฬสินธุ์ นาข้าวถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายแล้ว 6 หมื่นไร่ และถนนทางการเกษตรยังเสียหายจำนวนมาก
นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงขณะนี้ ประชาชนที่อาศัยติดกับลำน้ำชี จะต้องระวัง เพราะคาดว่าในอีก 2-3 วัน กระแสน้ำหลากจะไหลมาจาก จ.ชัยภูมิ ซึ่งอาจจะทำให้มีปริมาณน้ำที่หนุนสูง แต่ในขณะนี้ได้ขอความร่วมมือไปยังชลประทานจังหวัด หาวิธีการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ และคาดว่าหากในสัปดาห์นี้ฝนไม่ตกก็จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์น้ำที่เขื่อนลำปาว เขื่อนยังคงปล่อยให้น้ำไหลออกตามปกติเฉลี่ยวันละ 12 ล้าน ลบ.ม. จากปริมาณน้ำที่ 1,250 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 86 ของความจุอ่าง ประชาชนควรจะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด







