posttoday
ส.ว.ถกงบ54เดือดจี้รัฐหาทางใช้หนี้!

ส.ว.ถกงบ54เดือดจี้รัฐหาทางใช้หนี้!

07 กันยายน 2553

วุฒิสภาถกงบ54วันที่สอง คาใจหวั่นเงินกู้ทำหนี้สาธารณะพุ่ง จี้รัฐบาลแจงแนวทางชำระคืน ระบุมีการกู้เงินสูงถึง 4.2 แสนล้านบาท แถมต้องชำระดอกเบี้ยปีละกว่า 1 แสนล้านบาท  

วุฒิสภาถกงบ54วันที่สอง คาใจหวั่นเงินกู้ทำหนี้สาธารณะพุ่ง จี้รัฐบาลแจงแนวทางชำระคืน ระบุมีการกู้เงินสูงถึง 4.2 แสนล้านบาท แถมต้องชำระดอกเบี้ยปีละกว่า 1 แสนล้านบาท  

โดย...ชลธิชา เหลิมทอง

การประชุมสมาชิกวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554  วันสุดท้าย ในช่วงเช้าที่ผ่านมา    บรรยากาศยังเป็นไปอย่างเข้มข้น   โดย ส.ว.ส่วนใหญ่ยังคงตั้งคำถามกับรัฐบาลถึงปัญหาหนี้สาธารณะว่ารัฐบาลจะมีการชำระคืนอย่างไร  เพราะงบประมาณปี 2554 วงเงิน 2.07 ล้านล้านบาท มีการกู้เงินสูงถึง 4.2 แสนล้านบาท  รวมหน้าสาธารณะที่มีอยู่ในขณะนี้สูงประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท   ต้องชำระดอกเบี้ยปีละกว่า 1 แสนล้านบาท   อีกทั้งได้อภิปรายถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงมหาดไทย 2.3แสนล้านบาท   จนก่อให้เกิดศัพท์ใหม่ในวงการรับเหมาก่อสร้าง  ทั้งคำว่า “ซื้องบประมาณ”  และคำว่า “ เงินทอน”   มีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้

ส.ว.ถกงบ54เดือดจี้รัฐหาทางใช้หนี้!

ข้อคาใจเรื่องหนี้สาธารณะว่าจะทำให้คนไทยเป็นหนี้หัวโตหรือไม่   รัฐบาลจะมีแนวทางชำระคืนอย่างไรนั้น    นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์  รมช. คลัง   ลุกขึ้นชี้แจงว่า   ไม่อยากให้กังวลเรื่องนี้  เพราะวันนี้ทรัพย์สินประเทศไทยมี 12.5 ล้านล้านบาท    แต่เรามีหนี้สินอยู่ประมาณ 4.5  ล้านล้านบาท   ทั้งนี้ระดับหนี้สินสาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ที่พอรับได้คือประมาณ 60%   โดยรัฐบาลได้มีการประเมินไว้ คือปี 2554 ประมาณ 43.8% เท่านั้นไม่ใช่ 52% อย่างที่ส.ว.กล่าวอ้าง     ดังนั้นการที่เราอยู่ในระดับกว่า 40% น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ ทั้งนี้เรากู้เพื่อมาลงทุน  ดังนั้นอยากให้ดูทั้งสองข้าง  และเห็นได้ว่าทรัพย์สินและหนี้สินที่ไทยมีอยู่ยังอยู่ในอัตราที่รับได้ จึงอยากให้ทุกคนสบายใจ

ส่วนเรื่องการจ่ายคอกเบี้ยเป็นแสนล้านนั้น เพราะประเทศไทยมีรายได้ไม่มาก จึงต้องนำเงินไปพัฒนาก่อน แล้วค่อยชำระเงินต้น   ทั้งนี้เรามีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้อยู่ในระบบที่ยอมรับได้และไม่เสี่ยงเกินไป  เพราะตัวเลขหนี้สิ้น และทรัพย์สินอยู่ในระดับที่รับได้   ทั้งนี้รัฐบาลมีแนวทางที่จะทำงบสมดุลในอีก 5 ปีข้างหน้า  โดยจะมีการวางแผนการเพิ่มรายได้ประชาชน  วางแผนเรื่องการจัดเก็บรายได้  ในส่วนเรื่องรายจ่ายประจำที่ค่อนข้างสูงนั้นจนไม่มีเงินไปลงทุนนั้น   ทางรัฐบาลได้มีการจัดทำโครงการการเพิ่มรายได้  ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษี  เพราะจะเป็นภาระ แต่รัฐบาลต้องปรับสภาพเศรษฐกิจให้มีความมั่นคงเจริญเติบโต   เราก็จะได้ภาษีโดยอัตโนมัติ      อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้มีการวางแผนเรื่องการเก็บภาษีที่ดิน และภาษีสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว  เชื่อว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับรัฐได้จำนวนหนึ่ง

สำหรับปัญหาที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลเอาแต่กู้เงินนั้น  นายประดิษฐ์  ระบุว่า    รัฐบาลกำลังมีการทำโครงการทำร่วมเอกชน (Public-Private Participation :PPP)  โดยนำเอกชนมาร่วมลงทุนกับรัฐบาลเพื่อลดภาระของรัฐบาล  โดยขณะนี้กำลังศึกษาความสมดุลว่าทำอย่างไรไม่ให้เอกชนเอาเปรียบรัฐ  แต่ต้องได้กำไรด้วย  เพราะถ้าขาดทุนคงไม่มีเอกชนมาร่วม

ทันทีที่ได้ฟังคำชี้แจงดังกล่าว  นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา  ลุกขึ้นถาม  นายประดิษฐ์ว่า  ชี้แจงแบบนี้เหมือนให้เอาสินทรัพย์ไปขายไปใช้หนี้ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เพราะการกู้เงินแบบนี้ต้องดูความสามารถของประเทศในการชำระหนี้คืน  โดยความสามารถตรงนี้สามารถดูได้ที่รายได้ของประเทศ ยิ่งทำให้กังวลใจมากขึ้น เพราะงบประมาณปี 2554 มีการประมาณการรายได้ประมาณ 1.65 ล้านล้านบาท แต่เฉพาะรายจ่ายประจำสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท   ทำให้น่ากังวลใจว่าจะมีความสามารถในการชำระหนี้มากแค่ไหน  เพราะเราต้องกู้เงินมาโปะงบประมาณอีก 4.2 แสนล้านบาท   และหากรัฐบาลไม่มีความสามารถในการชำระหนี้  รัฐบาลจะใช้แนวทางจะใช้วิธีการกู้ใหม่เพื่อใช้หนี้เก่าหรือไม่  เพราะหากเป็นแบบนี้จะทำให้ประเทศไทยมีหนี้พอกพูนขึ้น ดังนั้น การใช้วิธีการงบประมาณขาดดุล อาจจะเป็นผลดีระยะหนึ่ง แต่ในระยะยาวไม่เป็นผลดีกับประเทศแน่นอน

นอกจากนี้อยากถามว่า   ทำไมกระทรวงการคลังจึงต้องมีการตั้งงบปรับบัญชีเงินเดือนของรัฐ ซึ่งรวมถึงส.ส. ส.ว. ถึง1.3 หมื่นล้าน ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นด้วยเพราะเป็นการกู้เงินมาปรับเงินเดือน  ถือเป็นการสร้างภาระส่วนเกินให้กับประเทศโดยไม่จำเป็น

เปิดศัพท์ใหม่ ซื้องบประมาณ-เงินทอน

นายประสาร มฤคพิทักษ์  ส.ว.สรรหา  กล่าวว่า    รายจ่ายประจำ 1,662,604.2 ล้านบาทหรือคิดเป็น 80.3 %  รายจ่ายลงทุน 334,495.1 ล้านบาทคิดเป็น 16.6 % มีภาระดอกเบี้ย 1.8-2 แสนล้านบาท ใช้คืนเงินต้น 6 หมื่นล้านบาท เมื่อใช้คืนเงินต้นยังน้อยกว่าจ่ายดอกเบี้ย  อยากทราบว่ามีปัจจัยใดทำให้รัฐบาลมั่นใจได้ว่า จะจัดงบสมดุลในอีก 5 ปีข้างหน้าได้ เป็นการพูดลอยๆพูดเพื่อเรียกคะแนนเสียงหรือไม่ เพราะไม่เห็นภาพตัวเลขประมาณการรายรับที่จะทำให้ไปถึงจุดนั้นได้ รัฐบาลพยายามพูดถึงภาษีมรดก ภาษีที่ดิน แต่พูดมาหลายหน รูปธรรมก็ยังไม่เกิด จะมีรายได้มาจ่ายคืนหนี้มหาศาลได้อย่างไร นอกจากนี้ นายประสิทธ์ บอกว่า หนี้จะอยู่ 43 %ของจีดีพี แต่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณางบ 2554 วุฒิสภาบอกว่า ปีหน้าจะอยู่ที่ 52 % ต่างกันถึง 9 % ตกลงตัวเลขเป็นอย่างไรแน่

นายประสาร กล่าวว่า เมื่อพิจารณาดูงบรายกระทรวง ที่น่าห่วงที่สุดคือ กระทรวงมหาดไทยได้รับจัดสรร 2.3 แสนล้านบาท โดยรวมศูนย์อยู่ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)ถึง1.6 แสนล้านบาท การปรับลดและการปรับเพิ่มในชั้นสภาผู้แทนราษฎร 3.34 หมื่นล้านบาท สถ.ได้ 8 พันล้านบาท จึงมีการพูดกันว่า ตรงนี้เป็นเค้กก้อนใหญ่ มากองรวมกลายเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจที่ท้องถิ่นเอาไปจัดซื้อจัดจ้างกันเอง คำถามคือ งบนี้เป็นการสมยอมของฝ่ายการเมืองไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลใช่หรือไม่ พูดกันถึงขนาดว่า เสนอโครงการเข้ามาแล้วก็มีปีศาจตั้งโต๊ะรอที่ปลายทาง กินหัวคิว 10 -30 %   ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันหูชาทั่วบ้านทั่วเมือง ทำกันมา 2 ปี แล้ว ลองไปดูได้ว่า งบไปกระจุกที่บางจังหวัด ได้ยินว่า สำนักงบประมาณ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)และนายกรัฐมนตรี ก็ทราบพฤติกรรมเหล่านี้ นายกฯเองก็ออกอาการไม่พอใจ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้   

ทั้งนี้บางจังหวัดได้โควตาเป็นรายหัว ได้สร้างตึก สร้างถนน  แต่ไม่มีผู้รับเหมา  ก็นำโครงการไปเร่ขายให้คนอื่น เลยมีกระสือหากินไปขอซื้อและเรียกเปอร์เซ็น 10% และขายต่อได้อีก 20%   กินกัน 2 ทอด จึงเป็นที่มาของคำว่า “ซื้องบประมาณ”  และมีคำว่า “เงินทอน”  หมายความว่า มูลค่างาน 100 บาท  เอางานไป 100 แต่ต้องทอนให้ 15 บาทด้วย      ซึ่งคำว่า “เงินทอน” ในวงการจัดซื้อจัดจ้าง เหมือนไม่ได้โกง แต่แท้ที่จริงโกงสะบัดช่อ

การสัมมนาของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชน (กกร.)  มีการแฉว่าขณะนี้มีการเก็บใต้โต๊ะหนักข้อสูง 30% ซึ่งเป็นคอรัปชั่นอย่างรุนแรงต่อเนื่อง  ซึ่งกระทบต่อการทำงานอย่างมาก และหากปล่อยไว้จะมีการจ่ายใต้โต๊ะถึง 50-80%   ทั้งนี้หากคำนวนง่าย 30% ของงบ 2.07 หมื่นล้านบาท คือ  6 แสนล้านบาท  ดังนั้นรัฐบาลต้องแก้ปัญหานี้   นอกจากนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้ของไทยยังมีปัญหามาก  คนรวย 20% ที่อยู่ข้างบนมีรายได้ 54%ของรายได้ประเทศ  ขณะที่คนจน  20% ล่างมีรายได้ เพียง 4.8%  ห่างกันราวฟ้ากับเหว  ทั้งที่ใช้งบประมาณปีละกว่าล้านล้านบาท เห็นได้ว่าจีดีพีไม่ได้ทำให้คนยากจนมีฐานะดีขึ้น เกิดภาวะ  รวยกระจุก จนกระจาย    จึงอยากถามรัฐบาลว่า อีกนานแค่ไหนประเทศจะอยู่ในภาวะ “รวยกระจาย  จนกระจุก” บ้าง 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน