
ส.ว.ถกงบ54เดือดจี้รัฐหาทางใช้หนี้!
วุฒิสภาถกงบ54วันที่สอง คาใจหวั่นเงินกู้ทำหนี้สาธารณะพุ่ง จี้รัฐบาลแจงแนวทางชำระคืน ระบุมีการกู้เงินสูงถึง 4.2 แสนล้านบาท แถมต้องชำระดอกเบี้ยปีละกว่า 1 แสนล้านบาท
วุฒิสภาถกงบ54วันที่สอง คาใจหวั่นเงินกู้ทำหนี้สาธารณะพุ่ง จี้รัฐบาลแจงแนวทางชำระคืน ระบุมีการกู้เงินสูงถึง 4.2 แสนล้านบาท แถมต้องชำระดอกเบี้ยปีละกว่า 1 แสนล้านบาท
โดย...ชลธิชา เหลิมทอง
การประชุมสมาชิกวุฒิสภา เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 วันสุดท้าย ในช่วงเช้าที่ผ่านมา บรรยากาศยังเป็นไปอย่างเข้มข้น โดย ส.ว.ส่วนใหญ่ยังคงตั้งคำถามกับรัฐบาลถึงปัญหาหนี้สาธารณะว่ารัฐบาลจะมีการชำระคืนอย่างไร เพราะงบประมาณปี 2554 วงเงิน 2.07 ล้านล้านบาท มีการกู้เงินสูงถึง 4.2 แสนล้านบาท รวมหน้าสาธารณะที่มีอยู่ในขณะนี้สูงประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท ต้องชำระดอกเบี้ยปีละกว่า 1 แสนล้านบาท อีกทั้งได้อภิปรายถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงมหาดไทย 2.3แสนล้านบาท จนก่อให้เกิดศัพท์ใหม่ในวงการรับเหมาก่อสร้าง ทั้งคำว่า “ซื้องบประมาณ” และคำว่า “ เงินทอน” มีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้
ข้อคาใจเรื่องหนี้สาธารณะว่าจะทำให้คนไทยเป็นหนี้หัวโตหรือไม่ รัฐบาลจะมีแนวทางชำระคืนอย่างไรนั้น นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช. คลัง ลุกขึ้นชี้แจงว่า ไม่อยากให้กังวลเรื่องนี้ เพราะวันนี้ทรัพย์สินประเทศไทยมี 12.5 ล้านล้านบาท แต่เรามีหนี้สินอยู่ประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ระดับหนี้สินสาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ที่พอรับได้คือประมาณ 60% โดยรัฐบาลได้มีการประเมินไว้ คือปี 2554 ประมาณ 43.8% เท่านั้นไม่ใช่ 52% อย่างที่ส.ว.กล่าวอ้าง ดังนั้นการที่เราอยู่ในระดับกว่า 40% น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ ทั้งนี้เรากู้เพื่อมาลงทุน ดังนั้นอยากให้ดูทั้งสองข้าง และเห็นได้ว่าทรัพย์สินและหนี้สินที่ไทยมีอยู่ยังอยู่ในอัตราที่รับได้ จึงอยากให้ทุกคนสบายใจ
ส่วนเรื่องการจ่ายคอกเบี้ยเป็นแสนล้านนั้น เพราะประเทศไทยมีรายได้ไม่มาก จึงต้องนำเงินไปพัฒนาก่อน แล้วค่อยชำระเงินต้น ทั้งนี้เรามีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจให้อยู่ในระบบที่ยอมรับได้และไม่เสี่ยงเกินไป เพราะตัวเลขหนี้สิ้น และทรัพย์สินอยู่ในระดับที่รับได้ ทั้งนี้รัฐบาลมีแนวทางที่จะทำงบสมดุลในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยจะมีการวางแผนการเพิ่มรายได้ประชาชน วางแผนเรื่องการจัดเก็บรายได้ ในส่วนเรื่องรายจ่ายประจำที่ค่อนข้างสูงนั้นจนไม่มีเงินไปลงทุนนั้น ทางรัฐบาลได้มีการจัดทำโครงการการเพิ่มรายได้ ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษี เพราะจะเป็นภาระ แต่รัฐบาลต้องปรับสภาพเศรษฐกิจให้มีความมั่นคงเจริญเติบโต เราก็จะได้ภาษีโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้มีการวางแผนเรื่องการเก็บภาษีที่ดิน และภาษีสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว เชื่อว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้กับรัฐได้จำนวนหนึ่ง
สำหรับปัญหาที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลเอาแต่กู้เงินนั้น นายประดิษฐ์ ระบุว่า รัฐบาลกำลังมีการทำโครงการทำร่วมเอกชน (Public-Private Participation :PPP) โดยนำเอกชนมาร่วมลงทุนกับรัฐบาลเพื่อลดภาระของรัฐบาล โดยขณะนี้กำลังศึกษาความสมดุลว่าทำอย่างไรไม่ให้เอกชนเอาเปรียบรัฐ แต่ต้องได้กำไรด้วย เพราะถ้าขาดทุนคงไม่มีเอกชนมาร่วม
ทันทีที่ได้ฟังคำชี้แจงดังกล่าว นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา ลุกขึ้นถาม นายประดิษฐ์ว่า ชี้แจงแบบนี้เหมือนให้เอาสินทรัพย์ไปขายไปใช้หนี้ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เพราะการกู้เงินแบบนี้ต้องดูความสามารถของประเทศในการชำระหนี้คืน โดยความสามารถตรงนี้สามารถดูได้ที่รายได้ของประเทศ ยิ่งทำให้กังวลใจมากขึ้น เพราะงบประมาณปี 2554 มีการประมาณการรายได้ประมาณ 1.65 ล้านล้านบาท แต่เฉพาะรายจ่ายประจำสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท ทำให้น่ากังวลใจว่าจะมีความสามารถในการชำระหนี้มากแค่ไหน เพราะเราต้องกู้เงินมาโปะงบประมาณอีก 4.2 แสนล้านบาท และหากรัฐบาลไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ รัฐบาลจะใช้แนวทางจะใช้วิธีการกู้ใหม่เพื่อใช้หนี้เก่าหรือไม่ เพราะหากเป็นแบบนี้จะทำให้ประเทศไทยมีหนี้พอกพูนขึ้น ดังนั้น การใช้วิธีการงบประมาณขาดดุล อาจจะเป็นผลดีระยะหนึ่ง แต่ในระยะยาวไม่เป็นผลดีกับประเทศแน่นอน
นอกจากนี้อยากถามว่า ทำไมกระทรวงการคลังจึงต้องมีการตั้งงบปรับบัญชีเงินเดือนของรัฐ ซึ่งรวมถึงส.ส. ส.ว. ถึง1.3 หมื่นล้าน ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นด้วยเพราะเป็นการกู้เงินมาปรับเงินเดือน ถือเป็นการสร้างภาระส่วนเกินให้กับประเทศโดยไม่จำเป็น
เปิดศัพท์ใหม่ ซื้องบประมาณ-เงินทอน
นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า รายจ่ายประจำ 1,662,604.2 ล้านบาทหรือคิดเป็น 80.3 % รายจ่ายลงทุน 334,495.1 ล้านบาทคิดเป็น 16.6 % มีภาระดอกเบี้ย 1.8-2 แสนล้านบาท ใช้คืนเงินต้น 6 หมื่นล้านบาท เมื่อใช้คืนเงินต้นยังน้อยกว่าจ่ายดอกเบี้ย อยากทราบว่ามีปัจจัยใดทำให้รัฐบาลมั่นใจได้ว่า จะจัดงบสมดุลในอีก 5 ปีข้างหน้าได้ เป็นการพูดลอยๆพูดเพื่อเรียกคะแนนเสียงหรือไม่ เพราะไม่เห็นภาพตัวเลขประมาณการรายรับที่จะทำให้ไปถึงจุดนั้นได้ รัฐบาลพยายามพูดถึงภาษีมรดก ภาษีที่ดิน แต่พูดมาหลายหน รูปธรรมก็ยังไม่เกิด จะมีรายได้มาจ่ายคืนหนี้มหาศาลได้อย่างไร นอกจากนี้ นายประสิทธ์ บอกว่า หนี้จะอยู่ 43 %ของจีดีพี แต่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณางบ 2554 วุฒิสภาบอกว่า ปีหน้าจะอยู่ที่ 52 % ต่างกันถึง 9 % ตกลงตัวเลขเป็นอย่างไรแน่
นายประสาร กล่าวว่า เมื่อพิจารณาดูงบรายกระทรวง ที่น่าห่วงที่สุดคือ กระทรวงมหาดไทยได้รับจัดสรร 2.3 แสนล้านบาท โดยรวมศูนย์อยู่ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)ถึง1.6 แสนล้านบาท การปรับลดและการปรับเพิ่มในชั้นสภาผู้แทนราษฎร 3.34 หมื่นล้านบาท สถ.ได้ 8 พันล้านบาท จึงมีการพูดกันว่า ตรงนี้เป็นเค้กก้อนใหญ่ มากองรวมกลายเป็นเงินอุดหนุนเฉพาะกิจที่ท้องถิ่นเอาไปจัดซื้อจัดจ้างกันเอง คำถามคือ งบนี้เป็นการสมยอมของฝ่ายการเมืองไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลใช่หรือไม่ พูดกันถึงขนาดว่า เสนอโครงการเข้ามาแล้วก็มีปีศาจตั้งโต๊ะรอที่ปลายทาง กินหัวคิว 10 -30 % ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันหูชาทั่วบ้านทั่วเมือง ทำกันมา 2 ปี แล้ว ลองไปดูได้ว่า งบไปกระจุกที่บางจังหวัด ได้ยินว่า สำนักงบประมาณ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)และนายกรัฐมนตรี ก็ทราบพฤติกรรมเหล่านี้ นายกฯเองก็ออกอาการไม่พอใจ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้
ทั้งนี้บางจังหวัดได้โควตาเป็นรายหัว ได้สร้างตึก สร้างถนน แต่ไม่มีผู้รับเหมา ก็นำโครงการไปเร่ขายให้คนอื่น เลยมีกระสือหากินไปขอซื้อและเรียกเปอร์เซ็น 10% และขายต่อได้อีก 20% กินกัน 2 ทอด จึงเป็นที่มาของคำว่า “ซื้องบประมาณ” และมีคำว่า “เงินทอน” หมายความว่า มูลค่างาน 100 บาท เอางานไป 100 แต่ต้องทอนให้ 15 บาทด้วย ซึ่งคำว่า “เงินทอน” ในวงการจัดซื้อจัดจ้าง เหมือนไม่ได้โกง แต่แท้ที่จริงโกงสะบัดช่อ
การสัมมนาของ คณะกรรมการร่วมภาครัฐเอกชน (กกร.) มีการแฉว่าขณะนี้มีการเก็บใต้โต๊ะหนักข้อสูง 30% ซึ่งเป็นคอรัปชั่นอย่างรุนแรงต่อเนื่อง ซึ่งกระทบต่อการทำงานอย่างมาก และหากปล่อยไว้จะมีการจ่ายใต้โต๊ะถึง 50-80% ทั้งนี้หากคำนวนง่าย 30% ของงบ 2.07 หมื่นล้านบาท คือ 6 แสนล้านบาท ดังนั้นรัฐบาลต้องแก้ปัญหานี้ นอกจากนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้ของไทยยังมีปัญหามาก คนรวย 20% ที่อยู่ข้างบนมีรายได้ 54%ของรายได้ประเทศ ขณะที่คนจน 20% ล่างมีรายได้ เพียง 4.8% ห่างกันราวฟ้ากับเหว ทั้งที่ใช้งบประมาณปีละกว่าล้านล้านบาท เห็นได้ว่าจีดีพีไม่ได้ทำให้คนยากจนมีฐานะดีขึ้น เกิดภาวะ รวยกระจุก จนกระจาย จึงอยากถามรัฐบาลว่า อีกนานแค่ไหนประเทศจะอยู่ในภาวะ “รวยกระจาย จนกระจุก” บ้าง







