posttoday
ดัชนีเชื่อมั่นฯก.พ.เพิ่ม การส่งออกฟื้น

ดัชนีเชื่อมั่นฯก.พ.เพิ่ม การส่งออกฟื้น

11 มีนาคม 2560

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.พ. แตะ 75.8 ดีต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และสูงสุดรอบ 14 เดือน ผลจากการส่งออกขยายตัว

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.พ. แตะ 75.8 ดีต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และสูงสุดรอบ 14 เดือน ผลจากการส่งออกขยายตัว คณะกรรมการนโยบายการเงินคงดอกเบี้ย

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือน ก.พ. 2560 ว่าขยับขึ้นมาอยู่ที่ 75.8 เป็นการขยายตัวดีต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 14 เดือน ทั้งนี้เป็นผลจากการส่งออกของไทยในเดือน ม.ค. ที่ขยายตัวสูงถึง 8.83% และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5% ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงส่งผลดีต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวไทย ทำให้ผู้บริโภคจึงมีความเชื่อมั่นมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีดัชนีความเชื่อมั่นในเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ระดับ 64.3 จากเดือน ม.ค. อยู่ที่ 63.1 ดัชนีความเชื่อมั่นโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 70.3 จากเดือนก่อนที่ 69.1 และดัชนีความเชื่อมั่นรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 92.8 จาก 91.2 ในเดือน ม.ค.

“ค่าดัชนีที่ปรับตัวดีขึ้นและสูงสุดในรอบ 14 เดือน มาจากปัญหาการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญคลายตัวลง การท่องเที่ยวทั้งในภาคตะวันออกและใต้จึงเริ่มกลับมา การส่งออกดีขึ้นต่อเนื่อง ราคาพืชผลทางการเกษตรเริ่มขยับขึ้น และจากนโยบายภาครัฐทั้งงบลงทุนใน 18 กลุ่มจังหวัดและระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ทำให้เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และจะเห็นอัตราการจ้างงานของไทยที่ลดต่ำลงเหลือไม่เกิน 1% อีกครั้ง” ธนวรรธน์ กล่าว

ขณะที่ผลการสำรวจภาวะการใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือน ก.พ. ทั้งความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ ซื้อบ้านหลังใหม่และการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ตามดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเช่นกัน ทำให้คาดว่าตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 ตลาดบ้านและรถยนต์จะกลับมาดีขึ้นอีก ส่วนดัชนีสถานการณ์ทางการเมืองที่ปรับลดลงและต่ำกว่า 100 มาเป็นเดือนที่ 6 นั้น เห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อนสร้างความชัดเจนในแนวทางการปรองดอง และนำประเทศเข้าสู่โรดแมปการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด เพราะสถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นตัวบั่นทอนบรรยากาศการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องติดตามทั้งเศรษฐกิจโลก ความเคลื่อนไหวของกลุ่มประเทศยุโรป และแนวโน้มราคาน้ำมันที่ยังมีผลให้ผู้บริโภคยังเกิดความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่จากสัญญาณต่างๆ ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโต 3.6% ตามกรอบเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ได้ โดยครึ่งปีแรกจะโตเฉลี่ยที่ 3.3% และครึ่งปีหลังโตเฉลี่ย 4% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในกรอย 1.5-2% และการส่งออกขยายตัวที่ 2-3%

ธนวรรธน์ กล่าวว่า การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประชุมเพื่อปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 14-15 มี.ค.นั้น เป็นเพราะได้รับแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จึงทำให้เฟดตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ แต่การที่ปรับขึ้นก่อนสหรัฐราชอาณาจักรยื่นเบร็กชิตน่าจะมีการประเมินแล้วว่าจะไม่สะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะเปราะบางนี้
ทั้งนี้ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ทำให้มีเงินทุนไหลกลับเข้าไปยังสหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น และทำให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 34.5-35.5 บาท/เหรียญสหรัฐ แม้ว่าจะเป็นอ่อนค่าลงเร็ว แต่ก็ยังอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้ว่ามีโอกาสอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 36 บาท/เหรียญสหรัฐได้ ดังนั้น จึงต้องเร่งปรับตัวและทำประกันความเสี่ยงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นได้

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69