posttoday
เอกชนต้องตื่นตัว

เอกชนต้องตื่นตัว

09 มีนาคม 2560

ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วยภาคเอกชน 3 สถาบันใหญ่ คือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ภาคเอกชนยังคงวนเวียนถึงประเด็นปัญหาเดิมๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย คือปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูงที่บั่นทอนกำลังซื้อ การส่งออกที่ยังซบเซาเพราะภาวะเศรษฐกิจโลกปีนี้อาจมีปัญหาเพิ่มเติมบ้างจากปัจจัยต่างประเทศที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น เช่น การที่สหรัฐได้ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ที่มีแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจการค้าเปลี่ยนสวนทางกับประธานาธิบดีคนเดิม รวมทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เองก็มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้น และจำนวนครั้งมากขึ้น ที่อาจส่งผลต่อค่าเงินบาทบ้างโดยข้อเท็จจริงแล้ว ภาคเอกชนของไทยได้เผชิญกับปัญหาข้างต้นมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ชะลอตัวจนถึงขั้นติดลบ สาเหตุนอกเหนือจากการค้าโลกที่ซบเซาจากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวแล้ว และจีนยังมีผลผลิตส่วนเกินอีกมากมายแล้ว สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ผู้ประกอบการส่งออกของไทยผลิตสินค้าที่ไม่ตอบสนองกับความต้องการตลาด โดยเฉพาะสินค้าด้านเทค

ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วยภาคเอกชน 3 สถาบันใหญ่ คือ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ภาคเอกชนยังคงวนเวียนถึงประเด็นปัญหาเดิมๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย คือปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูงที่บั่นทอนกำลังซื้อ การส่งออกที่ยังซบเซาเพราะภาวะเศรษฐกิจโลก

ปีนี้อาจมีปัญหาเพิ่มเติมบ้างจากปัจจัยต่างประเทศที่มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น เช่น การที่สหรัฐได้ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ที่มีแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจการค้าเปลี่ยนสวนทางกับประธานาธิบดีคนเดิม รวมทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เองก็มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้น และจำนวนครั้งมากขึ้น ที่อาจส่งผลต่อค่าเงินบาทบ้าง

โดยข้อเท็จจริงแล้ว ภาคเอกชนของไทยได้เผชิญกับปัญหาข้างต้นมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ชะลอตัวจนถึงขั้นติดลบ สาเหตุนอกเหนือจากการค้าโลกที่ซบเซาจากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้นตัวแล้ว และจีนยังมีผลผลิตส่วนเกินอีกมากมายแล้ว สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ผู้ประกอบการส่งออกของไทยผลิตสินค้าที่ไม่ตอบสนองกับความต้องการตลาด โดยเฉพาะสินค้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

แต่แม้จะรับรู้ถึงภาวะดังกล่าวมาหลายปีแล้ว แต่การปรับตัวของภาคเอกชนของไทยยังมีน้อยมาก ทั้งที่ช่วงที่ผ่านมาต้นทุนการลงทุนต่ำ เหมาะกับการปรับเปลี่ยนการผลิตไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ของธนาคารพาณิชย์ หรือการออกหุ้นกู้ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ราคาน้ำมันที่ลดต่ำมากกว่าครึ่งในช่วงปีเศษที่ผ่านมา รวมทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐบาลจัดให้จำนวนมาก ทั้งเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรในสายการผลิตเดิม หรือการลงทุนเพื่อการผลิตสินค้า 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ถือว่ารัฐบาลใช้นโยบายการคลังเพื่อผลักดันการผลิตของภาคเอกชนมากเป็นประวัติการณ์

ขณะเดียวกัน รายได้ของผู้ประกอบการของไทยก็แทบไม่เป็นอุปสรรคหากจะมีการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตเกิดขึ้น เมื่อดูจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปี 2559 ที่ผ่านมา สูงถึง9 แสนล้านบาท มีอัตราเติบโตถึง 30% ถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยปี 2559 ที่ 3.2% หลายเท่าตัว

กำไรที่ว่าเป็นเพียงของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เกือบ 600 บริษัท ยังไม่นับบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดอีกมากมายที่สะสมกำไรและทุนไว้จำนวนมาก โดยยังไม่กระจายออกมาในระบบเศรษฐกิจในรูปของการลงทุน หรือแม้กระทั่งในรูปโครงการประชารัฐที่มีองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่เข้าไปมีส่วนร่วม

โครงสร้างผลประกอบการที่ดีต่อเนื่อง แม้จีดีพีจะเติบโตในอัตราต่ำ สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความสามารถในการลงทุนในประเทศอีกมาก ผู้ประกอบการภาคเอกชนจึงไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของรัฐบาลด้านเดียวในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ เพราะแม้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลจะเป็นสิ่งจำเป็น

แต่ก็เป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน เอื้ออำนวยให้เอกชนลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงานและกระจายรายได้ไปทุกระดับ ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่เฉพาะบางภาคเศรษฐกิจเหมือนในปัจจุบัน

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน