
จีเอ็มโบกมือลายุโรป
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ [email protected]ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาข่าวคราวการซื้อขายกิจการใหญ่ในวงการรถยนต์คงหนีไม่พ้นเจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือ จีเอ็ม ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากสหรัฐ ขายกิจการผลิตรถยนต์ยุโรป “โอเปิลและวอกซ์ฮอลล์” ให้กับพีเอสเอ กรุ๊ป ผู้ผลิตรถยนต์เปอโยต์จากฝรั่งเศส เป็นมูลค่า 2,200 ล้านยูโร (ราว 8 หมื่นล้านบาท) พร้อมแถมค่าบำนาญสำหรับพนักงานยุโรปในอนาคตกับผู้ผลิตฝรั่งเศสอีกราว 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ การขายธุรกิจในครั้งนี้กลายเป็นการถอนตัวจากธุรกิจผลิตรถยนต์ยุโรป หลังก้าวเข้าไปครั้งแรกในปี 1929 โดยโอเปิลและวอกซ์ฮอลล์ไม่สามารถทำกำไรให้กับจีเอ็มได้ติดต่อกันมา 18 ปีแล้ว รวมการขาดทุนสะสมมากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่การทำกำไรครั้งสุดท้ายในปี 1999 หลังต้นทุนการผลิตด้านแรงงานในยุโรปสูงไม่เหมาะกับกลยุทธ์ของจีเอ็มที่เน้นปริมาณและมีกำไรต่อคันต่ำ การซื้อขายในครั้งนี้ช่วยให้จีเอ็มลดขนาดเงินทุนสำหรับเหตุฉุกเฉินจาก 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยจีเอ็มจะนำเงิน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ประหยัดเอาไว้ได้ไปใช้สำหรับการซื้อหุ้นคืนในปีนี้ ขณะที่ยังประหยัด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ [email protected]
ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาข่าวคราวการซื้อขายกิจการใหญ่ในวงการรถยนต์คงหนีไม่พ้นเจนเนอรัล มอเตอร์ส หรือ จีเอ็ม ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่จากสหรัฐ ขายกิจการผลิตรถยนต์ยุโรป “โอเปิลและวอกซ์ฮอลล์” ให้กับพีเอสเอ กรุ๊ป ผู้ผลิตรถยนต์เปอโยต์จากฝรั่งเศส เป็นมูลค่า 2,200 ล้านยูโร (ราว 8 หมื่นล้านบาท) พร้อมแถมค่าบำนาญสำหรับพนักงานยุโรปในอนาคตกับผู้ผลิตฝรั่งเศสอีกราว 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ
การขายธุรกิจในครั้งนี้กลายเป็นการถอนตัวจากธุรกิจผลิตรถยนต์ยุโรป หลังก้าวเข้าไปครั้งแรกในปี 1929 โดยโอเปิลและวอกซ์ฮอลล์ไม่สามารถทำกำไรให้กับจีเอ็มได้ติดต่อกันมา 18 ปีแล้ว รวมการขาดทุนสะสมมากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่การทำกำไรครั้งสุดท้ายในปี 1999 หลังต้นทุนการผลิตด้านแรงงานในยุโรปสูงไม่เหมาะกับกลยุทธ์ของจีเอ็มที่เน้นปริมาณและมีกำไรต่อคันต่ำ
การซื้อขายในครั้งนี้ช่วยให้จีเอ็มลดขนาดเงินทุนสำหรับเหตุฉุกเฉินจาก 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยจีเอ็มจะนำเงิน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ประหยัดเอาไว้ได้ไปใช้สำหรับการซื้อหุ้นคืนในปีนี้ ขณะที่ยังประหยัดการลงทุนสำหรับหน่วยธุรกิจยุโรปไปได้อีก 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ
เงินลงทุนจำนวนดังกล่าวจะช่วยให้จีเอ็มสามารถโฟกัสในตลาดที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะในสหรัฐและจีน
สำหรับตลาดสหรัฐต้นทุนการผลิตยานยนต์ของจีเอ็มไม่ได้แพงมากเช่นแต่ก่อน หลังเผชิญกับการเกือบล้มละลายในปี 2009 ที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐขณะนั้นต้องรีบให้เงินช่วยเหลือแลกเปลี่ยนกับหุ้น 60% ของจีเอ็มและการปรับโครงสร้างองค์กร ขณะที่นับตั้งแต่ปีเดียวกันนั้นความต้องการรถยนต์ก๊าซโซลีนราคาถูกเพิ่มขึ้นอย่างมากในสหรัฐ ดันยอดขายรถปิกอัพเพิ่มขึ้นและทำให้รายได้ของจีเอ็มสำหรับทวีปอเมริกาเหนือก่อนหักภาษีพุ่งขึ้น 10% เมื่อปี 2016
อย่างไรก็ตาม จีเอ็มยังคงต้องลงทุนในรถยนต์ SUV และรถปิกอัพเพิ่มเติม รวมถึงลงทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดได้มากขึ้น เพื่อจับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดบ้านเกิดให้มั่น
สำหรับตลาดจีนทางจีเอ็มคาดการณ์ว่ายอดขายจะเติบโตเป็นราว 30 ล้านคัน ภายในปี 2020 จาก 24.6 ล้านคัน ในปี 2016 โดยความต้องการรถยนต์ของจีนเริ่มขยายออกจากเฉพาะในเขตเมืองใหญ่อย่างกรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ไปยังเขตอื่นๆ ส่งผลให้ความต้องการรถยนต์ราคาไม่แพงปรับเพิ่มขึ้น







