
ตามรอยต้นกำเนิดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เชื้อรัสเซีย
....นายศาสตรา
แม้ปัจจุบันรัสเซียจะเปิดประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเยือนได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องทำวีซ่าด้วยแล้ว แต่ภายในรัสเซียเองยังมีข้อจำกัดปรากฏให้เห็น เช่น การไปขอแลกเงินรูเบิล สถานที่รับแลกเปลี่ยนเงินตราแห่งหนึ่งไม่ยอมรับธนบัตรดอลลาร์สหรัฐเพียงเพราะมีรอยประทับตรายางของธนาคารในประเทศไทย
การขอเข้าไปดูสถาบันวิจัยที่เป็นผู้พัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อเป็นที่ประเทศไทยรับมาพัฒนาต่อในประเทศของเราจึงมิใช่เรื่องง่าย
แต่ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น
ในที่สุดทีมงานจากองค์การเภสัชกรรม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ องค์การอาหารและยา (อย.) และสถาบันอณูชีววิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล ก็มีโอกาสได้ไปเยือนสถาบันวิจัยการแพทย์ (Institute of Experimental Medicine หรือ IEM) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อเป็นแห่งแรกในโลก และใช้ในรัสเซียมานานกว่า 30 ปีแล้ว โดยได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจาก ดร.ลาริสซารูเดนโก (Dr.Larisa Rudenko) หัวหน้าแผนกไวรัสวิทยาและทีมงาน เมื่อปลายเดือน ส.ค.
สถาบันวิจัยการแพทย์ของรัสเซียตั้งอยู่ ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก นครหลวงเก่าของรัสเซีย เป็นสถาบันวิจัยเก่าแก่ ตั้งมาตั้งแต่ปี 2433 ปัจจุบันจึงมีอายุครบ 120 ปี อ่อนกว่าศิริราชของเรา 2 ปี
ผู้ประทานกำเนิดสถาบันแห่งนี้คือ เจ้าชายอเลกซานเดอร์ เปโตรวิช โอลเดนเบิร์กสกีผู้บัญชาการกองทหารรักษาพระองค์ โดยเริ่มก่อตัวตั้งแต่ปี 2328 จากการวิจัยและพัฒนาการผลิตวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งหลุยส์ปาสเตอร์เป็นผู้ค้นพบ เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนสถาบันปาสเตอร์ ณ กรุงปารีส ในปี 2529 เจ้าชายโอลเดนเบิร์กสกี ได้ขอกับหลุยส์ ปาสเตอร์ ให้ส่งนักวิทยาศาสตร์ไปช่วยรัสเซีย ซึ่งหลุยส์ ปาสเตอร์ ได้ส่งหลานชายสองคนคือ เอ.ลัวร์ (A. Loir) และ แอล. เปอร์ดรีซ์ (L. Perdrix) ไปช่วยพัฒนาวัคซีนดังกล่าวในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ช่วงนั้นเจ้าชายโอลเดนเบิร์กสกีได้ใช้ห้องสองห้องในโรงพยาบาลสัตว์ของกรมทหารม้ารักษาพระองค์เป็นสถานผลิตวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โดยเป็นผู้สนับสนุนด้านทุนทรัพย์ด้วยพระองค์เอง
ต่อมาได้ทรงแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นทำหน้าที่ก่อตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งนี้ ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของรัสเซียในสมัยนั้นหลายสาขา ทั้งด้านสรีรวิทยา เภสัชวิทยา พิษวิทยา บักเตรีวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและโรคซิฟิลิส เป็นต้น เริ่มจากเดือน ธ.ค.ปี 2431 คณะกรรมการได้มีการประชุมพิจารณาโดยต่อเนื่อง ในที่สุดได้ข้อสรุปให้ตั้งเป็นสถาบันวิจัย ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในวิชาการแพทย์หลากหลายสาขา โดยมุ่งเน้นโรคติดต่อร้ายแรงในสมัยนั้น
นอกเหนือจากโรคพิษสุนัขบ้า เช่น อหิวาตกโรค ซิฟิลิส แอนแทรกซ์ คอตีบ และโรคแกลนเดอร์ เป็นต้น ในที่สุดก็ได้ก่อตั้งเป็นสถาบันวิจัยการแพทย์ขึ้นเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2433 ได้แต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันคนแรกคือ นพ.อี.เอฟ.สเปอร์ค (E.F.Sperk) นายแพทย์ใหญ่แห่งโรงพยาบาลคาลินคินสกี (Kalinkinsky) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังและซิฟิลิส ส่วนเจ้าชายโอลเดนเบิร์กสกีทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ และเป็นองค์ประธานของสถาบัน
ผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่สถาบันแห่งนี้จนมีชื่อเสียงก้องโลก ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ ของสถาบัน ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการคนที่ 6 ตั้งแต่ปี 2461 คือ อิวาน เปโตรวิช พาฟลอฟ ผู้ค้นพบทฤษฎี
“ปฏิกิริยาสนองกลับตามเงื่อนไข” จากการทดลองทางสรีรวิทยาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารในสุนัขพาฟลอฟได้ทดลองเปิดช่องต่อมน้ำลายสุนัขเพื่อให้สามารถเก็บน้ำลายมาศึกษาวิเคราะห์และวัดปริมาณได้ เมื่อถูกกระตุ้นโดยการให้อาหาร และ
“เงื่อนไข” ต่างๆ เช่น การสั่นกระดิ่ง ซึ่งเขาพบว่าสุนัขจะหลั่งน้ำลายออกมาตามเงื่อนไขคือประสบการณ์ที่สุนัขมีมาก่อน โดยทีแรกจะสั่นกระดิ่งแล้วให้อาหาร จากนั้นตรวจวัดปริมาณน้ำลายซึ่งพบว่าจะหลั่งออกมาเพื่อย่อยอาหาร ต่อมาเพียงสั่นกระดิ่งโดยไม่ต้องให้อาหาร สุนัขก็จะหลั่งน้ำลายออกมาการทดลองนี้กระทำอยู่หลายปีในช่วงทศวรรษหลังปี 2443 ผลการศึกษาทดลองนี้แพร่ออกไปในโลกตะวันตก โดยเฉพาะจากงานเขียนของ จอห์น บี. วัตสัน และมีการนำเสนอในการประชุมใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ที่กรุงเฮลซิงกิ เมื่อปี 2446 ซึ่งนับเป็นการค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างสมองกับระบบย่อยอาหาร หรือประสาทวิทยาและจิตวิทยา กับสรีรวิทยา ทำให้พาฟลอฟเป็นชาวรัสเซียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี 2448
ที่สถาบันวิจัยการแพทย์ ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ปัจจุบันได้เก็บรักษาห้องทำงานของพาฟลอฟไว้เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ของสถาบัน มีรูปปั้นโลหะครึ่งตัวของพาฟลอฟตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ในห้องประชุมของแผนกไวรัสวิทยา และมีอนุสาวรีย์สุนัขที่พาฟลอฟใช้ทดลองตั้งอยู่หน้าอาคารเก่าแก่ที่พาฟลอฟเคยทำงาน ที่ฐานอนุสาวรีย์เป็นภาพนูนต่ำ แสดงการผ่าตัดทดลองกับสุนัขอยู่รอบๆ
นอกจากงานอันเลื่องชื่อของพาฟลอฟแล้ว สถาบันแห่งนี้ได้สร้างผลงานไว้มากมาย ช่วยชีวิตผู้คนไว้จำนวนมหาศาล เช่น การวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค คอตีบ กาฬโรคการพัฒนาการเตรียมทูเบอร์คูลินเพื่อการวินิจฉัยวัณโรคในสัตว์ การผลิตเซรัมนับล้านขวดสำหรับรักษาโรคคอตีบ บาดทะยัก อีดำอีแดง การค้นพบว่าต้นเหตุของโรคอีดำอีแดง คือเชื้อแบคทีเรียสเตร็ปโตค็อคคัส ฯลฯ และการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดเชื้อเป็นที่เราได้รับการถ่ายทอดจนผลิตได้เป็นผลสำเร็จในประเทศไทย







