
เร่งรีดภาษีปิดจุดอ่อน รายได้หลุดเป้ากระทบเชื่อมั่น
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่าการเก็บรายได้รัฐบาล 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 จะเก็บได้ 7.24 แสนล้านบาท มากกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ 1.54 หมื่นล้านบาท หรือ 2.2% แต่ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 2 หมื่นล้านบาท หรือ 2.7% แสดงให้เห็นว่าการเก็บรายได้รัฐบาลยังมีปัญหา แม้ว่ากระทรวงการคลังจะระบุว่ามาจากสาเหตุ ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วมีรายได้จากการประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการโทรคมนาคม (3จี และ 4จี) เป็นสำคัญ
ยิ่งลงไปดูในรายละเอียดของการเก็บรายได้ จะพบว่า การเก็บภาษีของ 3 กรมภาษี ต่ำกว่าเป้าหมายถึง 1.35 หมื่นล้านบาท โดยทุกกรมจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า ได้แก่ กรมสรรพากร เก็บภาษี ต่ำกว่าเป้าประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าที่สำคัญ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 7,108 ล้านบาท
ด้านกรมสรรพสามิต เก็บภาษีต่ำกว่าเป้า 2,716 ล้าน โดยภาษีที่จัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้า ได้แก่ ภาษียาสูบ ภาษีรถยนต์ และภาษีสุรา ซึ่งเป็นภาษีที่สำคัญของกรมสรรพสามิตทั้งสิ้น
ขณะที่กรมศุลกากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า 6,873 ล้านบาท เป็นผลจากการจัดเก็บอากรขาเข้าต่ำกว่าเป้าหมายซึ่งเป็นผลจากการปรับโครงสร้างภาษีศุลกากร ระยะที่ 2 และการใช้สิทธิพิเศษภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) มีอัตราการขยายตัวมากกว่าที่กรมศุลฯ ประเมินไว้
ดังนั้น รายได้รัฐบาลที่เกินเป้าหมาย จึงมาจากรายได้พิเศษ คือ การนำส่งรายได้รัฐวิสาหกิจที่เกินเป้าหมาย 8,875 ล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการนำส่งรายได้ที่ค้างนำส่งจากปีก่อนหน้า และอีกส่วนหนึ่งเกินมาจากการขอให้รัฐวิสาหกิจส่งรายได้เร็วขึ้น เพื่อช่วยพยุงรายได้ของรัฐบาลที่มีปัญหาต่ำกว่าเป้าหมาย
นอกจากนี้ การเก็บรายได้รัฐบาลยังได้ตัวช่วยจากรายได้ของหน่วยงานอื่นที่สูงกว่าประมาณการ 1.4 หมื่นล้านบาท สาเหตุสำคัญมาจากการรับรู้ส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตร (Premium) เป็นรายได้แผ่นดิน การส่งคืนเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (SAL) ในส่วนที่ไม่มีภาระผูกพันมาเป็นรายได้แผ่นดิน และการนำส่งเงินสภาพคล่องส่วนเกินของกองทุนหมุนเวียน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นรายได้พิเศษที่ไม่ปกติทั้งสิ้น
จะเห็นได้ว่า ฐานะการเก็บรายได้รัฐบาลแม้จะเก็บได้เกินเป้าหมาย แต่ไม่น่าไว้วางใจ เพราะยังเหลือเวลาอีกนานถึง 8 เดือน จึงจะสิ้นปีงบประมาณ 2560 หากการเก็บรายได้จากภาษีไม่กระเตื้องขึ้น ยังได้ต่ำกว่าเป้าไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้รายได้รัฐบาลโดยรวมในสิ้นปีงบประมาณมีปัญหาต่ำกว่าเป้าหมายอีกปีหนึ่ง
เพราะหากไปดูการเก็บรายได้รัฐบาลในปีงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมา เกินกว่าเป้าหมาย 6.35 หมื่นล้านบาท เพราะได้รายได้พิเศษจากการประมูลโทรศัพท์มาช่วยถึง 1.44 แสนล้านบาท และรายได้นำส่งรัฐวิสาหกิจอีก 1.37 หมื่นล้านบาท ถ้าหากตัดรายได้พิเศษจากการประมูลคลื่นโทรศัพท์ออกไปจะพบว่า 3 กรมภาษีจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.24 แสนล้านบาท
สำหรับการเก็บรายได้รัฐบาลปีงบประมาณ 2560 ไม่สามารถหวังรายได้พิเศษจากการประมูลโทรศัพท์ก้อนโตเหมือนปีที่ผ่านมาได้อีก ขณะที่การส่งรายของรัฐวิสาหกิจทำได้อย่างเก่งก็เกินกว่าเป้าหมาย 1.2 หมื่นล้านบาท เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ทำให้ผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจยังไม่แข็งแรง ทำกำไรได้ไม่เต็มศักยภาพ การที่รัฐบาลจะขอให้รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้เพิ่มขึ้นมากๆ เหมือนที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องที่ยาก
ดังนั้น การทำให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลปีงบประมาณ 2560 ไม่มีปัญหา ก็ต้องกลับไปแก้ปัญหาการเก็บภาษีที่ได้ต่ำกว่าเป้าหมายมาหลายปีติดต่อกัน หากแก้ได้ จะทำให้เป้าหมายการเก็บรายได้รัฐบาลเป็นไปได้มากขึ้น แต่หากแก้ไม่ได้ การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลก็จะต่ำกว่าเป้าหมายอีกครั้ง ซึ่งกระทบกับความเชื่อมั่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า ได้สั่งการให้ 3 กรมภาษี ทำแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีปีงบประมาณ 2560 อย่างเป็นรูปธรรมมาให้กระทรวงการคลังพิจารณา โดยในแผนจะต้องกำหนดชัดเจนว่า ใช้มาตรการอะไรเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้เวลาดำเนินการเท่าไร และจะได้เม็ดเงินภาษีเพิ่มมากขนาดไหน
ปลัดคลัง ระบุว่า ที่ผ่านมาเบื้องต้น 3 กรมภาษีได้เสนอแผนมาให้กระทรวงการคลังรับทราบแล้ว และเป็นที่น่าพอใจว่าจะทำให้การเก็บภาษีในปีนี้เพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งตอนนี้ให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รวบรวมรายละเอียดแผนของทั้ง 3 กรมภาษี และจะมีการประชุมเพื่อสรุปว่าจะอนุมัติให้ตามแผนที่เสนอมา หรือให้มีการปรับปรุงเพิ่มเติม
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แผนการเพิ่มประสิทธิภาพของ 3 กรมภาษี หนีไม่พ้นการเพิ่มขยายฐานภาษี โดยเฉพาะในส่วนของกรมสรรพากร มีการเสนอจะขยายฐานภาษีบุคคลธรรมและนิติบุคคลที่ยังอยู่นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น การเข้มงวดการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่ยังมีผู้ประกอบการที่ยังไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนมาก รวมถึงการปราบทุจริตใบกำกับภาษีปลอมและการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเท็จ จะช่วยให้กรมสรรพากรเก็บภาษีทั้งปีมาเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้
ขณะที่กรมสรรพสามิตได้เสนอแผนการเร่งปราบปรามสินค่าปลอมและสินค้าเรื่องภาษี โดยเฉพาะสินค้าบาป สุรา บุหรี่ ที่เป็นสินค้ายอดฮิตหนีภาษี นอกจากนี้การใช้กฎหมายใหม่ของกรมสรรพสามิต ที่จะเริ่มมีผลใช้จริงในกลางปีนี้ ถึงแม้ว่านโยบายรัฐบาลชัดเจนว่า จะต้องไม่ทำให้ภาระภาษีของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น แต่กฎหมายภาษีใหม่ที่เปลี่ยนฐานการเก็บภาษีจากราคาหน้าโรงงานมาเป็นราคาขายปลีกแนะนำ จะทำให้การรั้วไหลการเก็บภาษีลดลงส่งผลให้การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตในปีนี้เพิ่มขึ้นได้อีกหลายพันล้านบาท
ในส่วนของกรมศุลกากรมีการเสนอแผนเข้มงวดสำแดงราคานำเข้า เพื่อลดการรั่วไหลการเสียภาษีต่ำกว่าเป็นจริง ซึ่งน่าจะทำให้การเก็บภาษีของกรมทั้งปีได้ตามเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระทรวงการคลังจะมั่นใจว่าแผนการเพิ่มประสิทธิภาพจะทำให้การเก็บรายได้รัฐบาลได้ไม่ต่ำกว่าเป้าหมาย แต่การเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีก็ยังมีความเสี่ยง เพราะปีงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมา ก็มีการให้ 3 กรมภาษีทำแผนเพิ่มประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน แต่การเก็บภาษีก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษีที่ดำเนินการอยู่ในปีนี้อาจจะล้มเหลวเหมือนปีที่ผ่านมา ทำให้การเก็บรายได้รัฐบาลทั้งปียังคงน่าเป็นห่วง ส่งผลกระทบความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้ลดลง







