
แห่คืนหนี้ทำสินเชื่อม.ค.หด
ลูกหนี้ชั้นดีแห่คืนเงินกู้ ส่วนรายย่อยลดการใช้สินเชื่อบุคคล ทำสินเชื่อแบงก์เดือน ม.ค. หด 6.63 หมื่นล้าน
ลูกหนี้ชั้นดีแห่คืนเงินกู้ ส่วนรายย่อยลดการใช้สินเชื่อบุคคล ทำสินเชื่อแบงก์เดือน ม.ค. หด 6.63 หมื่นล้าน
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของสินเชื่อในระบบธนาคาร จะค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งแรกของปี ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทำให้การลงทุนภาคเอกชนยังอยู่ระหว่างรอจังหวะ ขณะที่สินเชื่อรายย่อยยังอยู่ใต้แรงกดดันของภาวะหนี้ครัวเรือนสูง โอกาสการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อจึงต้องอาศัยปัจจัยพิเศษ อาทิ ภาระหนี้ครัวเรือนที่ลดลงจากการก่อหนี้ในโครงการรถคันแรก และมาตรการลงทุนของภาครัฐทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน และงบสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 4.0 ซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มทยอยส่งผลที่ชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี
ทั้งนี้ ในเดือน ม.ค. 2560 สินเชื่อทั้งระบบหดตัวลงจาก ธ.ค. 2559 จำนวน 6.63 หมื่นล้านบาท หรือ 0.63% แต่ยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระยะเดียวกันปีก่อนที่ 1.12% โดยสินเชื่อที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นการชำระคืนสินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียนของภาคธุรกิจ และสินเชื่อรายย่อยประเภทบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล แม้ว่าจะมีการเบิกใช้สินเชื่อภาครัฐเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในเดือนแรกของปี แต่ก็ถูกหักกลบด้วยการชำระคืนสินเชื่อภาคธุรกิจเอสเอ็มอี และสินเชื่อที่อยู่อาศัย ขณะที่ธนาคารขนาดกลางและเล็กยังประคองฐานะสินเชื่อสุทธิเป็นบวกได้เล็กน้อย จากการให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจของธนาคารขนาดกลาง และสินเชื่อของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ที่ขยับขึ้นหลังการแยกพอร์ตสินเชื่อรายย่อยเพื่อรอการขายตามแผนธุรกิจในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา
ทางด้านเงินฝากปรับตัวสูงขึ้นจากสิ้นปีก่อน 2.76 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.24% โดยส่วนใหญ่เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นของบัญชีเงินฝากประเภทกระแสรายวันและออมทรัพย์ ตามเงินฝากภาครัฐที่ไหลเข้ามาพักไว้เพื่อรอการเบิกจ่ายเป็นหลัก
จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้สัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากลดลงจากเดือน ธ.ค. 2559 ที่อยู่ในระดับ 91.3% เหลือ 90.62% แต่หากเทียบสัดส่วนต่อสินทรัพย์อยู่ที่ 21.0 สภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท
นายเชาว์ กล่าวว่า สภาพคล่องในระบบที่มีมากทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องระดมเงินฝากในช่วงนี้เพราะสินเชื่อยังไม่ขยายตัวมาก แต่อาจจะเห็นการเริ่มระดมเงินฝากในครึ่งปีหลังหากสินเชื่อมีการขยายตัวดี
“สภาพของดอกเบี้ยในประเทศและต่างประเทศเคลื่อนไปในทางตรงกันข้ามกัน ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยกลางปี ทำให้อัตราดอกเบี้ยของตลาดตราสารและหุ้นกู้ต่างๆ
ปรับขึ้น มีผลต่อตลาดพันธบัตร แต่ถ้าเป็นตลาดเงินในประเทศ ดอกเบี้ยก็ไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่” นายเชาว์ กล่าว
อย่างไรก็ดี ในปีนี้จะมีสินเชื่อรายย่อยที่ครบกำหนด ทั้งสินเชื่อโครงการรถคันแรก และสินเชื่อที่อยู่อาศัยซอฟต์โลนจากกรณีมหาอุทกภัยในปี 2554 รวมถึงสินเชื่อซอฟต์โลนเพื่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ประสบมหาอุทกภัยที่มีวงเงินรวมประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งล้วนแล้วแต่จะทยอยครบกำหนดอายุในปี 2560 อันอาจเป็นโอกาสของธนาคารที่จะเสนอผลิตภัณฑ์รีไฟแนนซ์สินเชื่อเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดลูกค้าประวัติดี รวมถึงบริหารจัดการสภาพคล่องให้เหมาะสม







