ตั้ง39บิ๊กเนมค้ำ "ปยป." กระตุ้นปฏิรูป-ปรองดอง
การได้แค่ชื่อบิ๊กเนมมาแปะไว้ ป.ย.ป.อาจไม่มีความหมายเลย หากการดำเนินการของผู้มีอำนาจเป็นแบบเดิม
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
“สำหรับปี พ.ศ. 2560 นี้ ผมถือว่าเป็นปีที่สำคัญเป็นปีแห่งการเตรียมการเดินหน้าตามยุทธศาสตร์ชาติ” เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามครรลองที่เหมาะสม
สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยที่มีลักษณะเฉพาะ ด้วยกระบวนการที่เปิดกว้างต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมทั้งเน้นสร้างความปรองดอง รู้ รัก สามัคคี และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะเมื่อส่วนรวมได้ประโยชน์เราก็ได้ประโยชน์”
จากคำพูดในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2560 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเดินหน้าเป็นรูปธรรมในเวลานี้
ความเป็นรูปธรรมที่ว่านั้นส่วนหนึ่งมาจากการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)
นับเป็นการเข้ามาเป็นเจ้าภาพของรัฐบาลในการจัดการเรื่องการปฏิรูปประเทศและการปรองดอง หลังจากก่อนหน้านี้ปล่อยให้แม่น้ำสายอื่นทำหน้าที่มาเป็นเวลานาน จนถูกสบประมาททำเนียบรัฐบาลเป็นโกดังเก็บเอกสารเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง
ถ้าเทียบการทำงานด้านการปรองดองและการปฏิรูปประเทศ ต้องยอมรับว่างานการสร้างความปรองดองมีความคืบหน้ากว่างานการปฏิรูปประเทศอยู่พอสมควร เนื่องจากพรรคการเมืองได้ทยอยให้ความคิดเห็นกันถ้วนหน้า พร้อมกับเสนอแนวทางสำหรับการแก้ไขปัญหานี้เอาไว้ค่อนข้างหลากหลายพอสมควร
แต่สำหรับการปฏิรูปประเทศนั้นถือว่ายังมีความคืบหน้า เพราะอยู่ในระหว่างการจัดระบบท่อส่งงานระหว่างแม่น้ำ 5 สายว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้เกิดช่องทางลัดและไม่ให้เกิดการติดขัดเหมือนกับอดีตที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับคณะกรรมการ ป.ย.ป. คือ การตั้งที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของ ป.ย.ป. จำนวน 39 คน ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะเป็นที่ปรึกษาให้กับคณะกรรมการแต่ละคณะของ ป.ย.ป.ที่มีด้วยกัน 4 คณะ
1.คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ มีที่ปรึกษาจำนวน 6 คน อาทิ “กานต์ ตระกูลฮุน” อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูน ซิเมนต์ไทย “ชาติศิริ โสภณพนิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
2.คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ มีที่ปรึกษา 14 คน เช่น “เตช บุนนาค” อดีตรมว.ต่างประเทศ “เทียนฉาย กีระนันทน์” อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย “ประมนต์ สุธีวงศ์” ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น
3.คณะกรรมการเตรียมยุทธศาสตร์ชาติ มีที่ปรึกษา 16 คน อาทิ “เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ” สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) “ชาติชาย ณ เชียงใหม่” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ “ประสาร ไตรรัตน์วรกุล” อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย “วรากรณ์ สามโกเศศ” อดีต รมช.ศึกษาธิการ “ศุภชัย พานิชภักดิ์” อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา “สมคิด เลิศไพฑูรย์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4.คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง มีที่ปรึกษา 3 คน ได้แก่ “ธงทอง จันทรางศุ” อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี “อัชพร จารุจินดา” กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ “พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ” ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
รายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรากฏออกมานั้นถือว่ามีนัยทางการเมืองอยู่ไม่น้อย เพราะแต่ละคนที่เข้ามาร่วมงานกับ ป.ย.ป.ล้วนเป็นหัวกะทิของประเทศไทยในแต่ละด้าน เพราะบางคนที่ไม่คาดคิดว่าจะเข้ามาในวงจรนี้ได้ก็กลับเข้ามาอย่างไม่น่าเชื่อ
อย่าง “บวรศักดิ์” ก่อนหน้านี้เคยประกาศรีไทร์งานการเมืองภายหลังร่างรัฐธรรมนูญที่ตัวเองและคณะทำขึ้นมานั้นไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม สปช. หรือแม้ในรายของ “เทียนฉาย” เพราะเมื่อ สปช.ลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ก็หันหลังให้กับการเมืองไม่ต่างกัน
แต่ที่น่าสนใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้นการกลับมาสู่การเมืองของ “ศุภชัย พานิชภักดิ์” เพราะมีหลายฝ่ายจับตามองเป็นอย่างมากว่าอาจเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่น่าจะได้มีโอกาสได้เป็นผู้นำในอนาคต เช่นเดียวกับ “บัณฑูร” ซึ่งบิ๊กการเมืองเคยพยายามจะเชิญมาร่วมงานแต่ก็ถูกเสี่ยปั้นปฏิเสธแบบนุ่มนวลมาตลอด ทว่ายอมมาร่วมงานกับ ป.ย.ป.
การที่ ป.ย.ป.สามารถดึงผู้คุณวุฒิที่มีชื่อชั้นเป็นที่ยอมรับว่ามีผลต่องานใหญ่ในอนาคตอยู่ไม่น้อย เพราะแน่นอนว่าการดำเนินการงานในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในอนาคต จะช่วยให้ ป.ย.ป.ได้รับความร่วมมือมากขึ้นจากฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งไม่ถูกต้องมองว่า ป.ย.ป.เงาใหญ่ของทหารเข้ามาครอบงำอีกชั้นหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ ป.ย.ป.และ คสช.จะฟังเสียงของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างไร ระหว่างฟังอย่างใส่ใจหรือแค่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เพราะที่ผ่านมามีหลายครั้งที่คำแนะนำในหลายเรื่องที่ถูกส่งมาที่รัฐบาลก็ไม่ค่อยได้รับการตอบรับมากนัก ส่งผลให้ทุกอย่างไปค้างท่อเกือบหมด
ดังนั้น บางทีการได้แค่ชื่อบิ๊กเนมมาแปะไว้ ป.ย.ป.อาจไม่มีความหมายเลย หากการดำเนินการของผู้มีอำนาจเป็นแบบเดิมเหมือนที่เคยทำมา


