posttoday

7 สนช.สะเทือนสภา เขย่าปฏิรูป-ปรองดอง

20 กุมภาพันธ์ 2560

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สนช. เท่ากับว่า สนช.สะดุดเท้าตัวเองจนการ์ดตก เพียงแต่ยังไม่ล้มลงไปนอนที่พื้น

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากข่าวเล็กๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ทำไปทำมาเวลานี้ข้อมูลของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ ที่ออกมาเปิดเผยว่ากำลังมีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 7 คน ขาดสมาชิกภาพการเป็นสมาชิก สนช. เพราะเข้าประชุมไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด

สำหรับสมาชิก สนช. 7 คนนั้น ประกอบด้วย 1.พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ 2.สมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ 3.ดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา 4.สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 5.พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม 6.พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ 7.พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ

การสิ้นสุดการเป็นสมาชิกของ สนช.ด้วยเหตุที่ไม่เข้าประชุม สนช.มีบัญญัติไว้ในกฎหมาย 2 ฉบับ 1.รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 9 ซึ่งระบุว่า “สมาชิกภาพของสมาชิก สนช.สิ้นสุดลงเมื่อไม่แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุม สนช.เกินจํานวนที่กําหนดไว้ในข้อบังคับการประชุม”

2.ข้อบังคับการประชุม สนช. พ.ศ. 2557 ข้อ 82 ที่ว่า “สมาชิกที่ไม่แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุมสภาเกินกว่า 1 ใน 3 ของจํานวนครั้งที่มีการแสดงตนเพื่อลงมติทั้งหมดในรอบระยะเวลา 90 วัน”

เจตนารมณ์ของการกำหนดการไม่มาประชุมตามที่กฎหมายกำหนดเป็นหนึ่งในเหตุของการสิ้นสุดความเป็นสมาชิก สนช. เนื่องจากต้องการให้สมาชิกของสภาเข้าประชุม ป้องกันปัญหาสภาล่ม ซึ่งในอดีตเคยเกิดขึ้นมาแล้ว อีกทั้งปัจจุบันการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และแม่น้ำอีก 4 สายถูกจับตามองจากสังคม ทำให้แต่ละฝ่ายต้องตั้งการ์ดให้สูง เพราะมิเช่นนั้นอาจเป็นเป้าให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีได้

แต่ที่สุดแล้วก็ไม่รอด หลังจากมีข้อมูลเกี่ยวกับการขาดประชุม สนช.ของสมาชิก สนช.ออกมาสู่สาธารณะตามที่ปรากฏ

การขาดประชุมสภา ถึงจะไม่ใช่เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ก็ถือเป็นเรื่องละเอียดที่กระทบจิตใจสังคมอยู่ไม่น้อย

ในอดีตเมื่อครั้งรัฐสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชนก็ปรากฏภาพขององค์ประชุมล่มหลายครั้ง ซึ่งสาเหตุมาจากความไม่เอาใจใส่ของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้แทนปวงชน ถึงขั้นที่สื่อมวลชนประจำรัฐสภาต้องตั้งฉายาว่า “หลังยาวผลาญภาษี” เพื่อสะท้อนถึงความไร้ระเบียบวินัยของ สส.ในเวลานั้น

หรือในยุคของ สนช.ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แม้จะไม่เกิดปัญหาองค์ประชุมล่ม แต่กลับพบว่าในเวลาต่อมาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. ... และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ สนช.ผลักดันไปเมื่อปี 2551 นั้นมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมอย่างไม่น่าให้อภัย เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการตรากฎหมายที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วยเหตุที่มีสมาชิกมาประชุมไม่ครบองค์ประชุม

เมื่อเหตุการณ์ในอดีตกำลังย้อนรอยมาถึงปัจจุบันทำให้กลุ่มผู้มีอำนาจไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ เพราะอาจเสียงานใหญ่ในระยะยาว ดังจะเห็นได้จากกรณีที่ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ต้องออกมาแถลงข่าวชี้แจงด้วยตัวเอง

“คิดว่าสมาชิก สนช.ทั้ง 7 คนไม่น่าจะขาดสมาชิกภาพ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะต้องรายงานมาที่ประธาน สนช.ทันที ซึ่งเวลานี้ยังไม่ได้มีการรายงานมายังประธาน สนช.” พรเพชร ระบุ

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ต้องมาร่วมรับผลที่เกิดขึ้นด้วย เนื่องจาก 1 ใน 7 สมาชิก สนช.ที่มีปัญหา คือ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา น้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่แปลกที่นายกฯ ต้องรีบเปิดไฟเขียวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้ามาตรวจสอบน้องชายของตัวเองได้ทันที

“ที่ผ่านมาไม่ใช่ พล.อ.ปรีชา ไม่มาประชุม สนช.เลย ก็ไปตรวจสอบกันมา จะครบหรือไม่ก็เป็นเรื่องของการตรวจสอบ อย่าเอามาพันกัน” คำพูดสั้นๆ จากนายกฯ แต่แฝงไว้ด้วยเหตุผลในทางการเมือง

เรื่องการขาดประชุมสมาชิกสภาไม่อาจเป็นเรื่องที่มองข้ามไปได้ เพราะมิเช่นนั้นแล้วทั้ง “พรเพชร-ประยุทธ์” คงไม่รีบดับไฟเสียตั้งแต่ต้นลม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระบวนการดิสเครดิตในอนาคต

ต้องไม่ลืมว่านับจากนี้ คสช.และแม่น้ำทั้ง 4 สายจะเดินหน้าสู่ถนนปรองดองและการปฏิรูปอย่างเต็มตัว ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนต้องใช้พลังจากหลายด้าน เช่น พลังจากความชอบธรรมของสังคม พลังความเป็นเอกภาพของแม่น้ำ 5 สาย เป็นต้น

ที่สำคัญทั้งการปรองดองและการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าจะมีข้อเสนอออกมาอย่างไรก็ต้องนำไปสู่การเสนอกฎหมายเข้าสภา เพื่อให้มีเครื่องมือที่ช่วยให้ทั้งสองเรื่องได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ด้วยเหตุนี้เองความชอบธรรมของ สนช.จึงมีความสำคัญต่อการปฏิรูปและการปรองดองอย่างยิ่ง แม้ สนช.จะไม่มีปัญหาความเป็นเอกภาพหรือการจัดการเสียงในสภา แต่ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ สนช.ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น แรงเสียดทานจากฝ่ายตรงข้าม เป็นต้น

ดังนั้น สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สนช. เท่ากับว่า สนช.สะดุดเท้าตัวเองจนการ์ดตก เพียงแต่ยังไม่ล้มลงไปนอนที่พื้น แต่ในทางการเมืองระยะยาวเส้นทางการปฏิรูปและปรองดองกำลังเข้าสู่ทางวิบากอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เสียแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรูยกระดับความปลอดภัย เปิดลงทะเบียนซิมเติมเงินผ่านแอป ThaiD