
Heritage Fiesta สบตาตรึงใจ
เดือน พ.ย.ปีก่อน ผมไปฮ่องกง ตรงกับช่วง Heritage Fiesta ประจำปี 2016 พอดี
โดย...อาทิตย์ โกวิทวรางกูร เครือข่ายมักกะสัน [email protected]
เดือน พ.ย.ปีก่อน ผมไปฮ่องกง ตรงกับช่วง Heritage Fiesta ประจำปี 2016 พอดี
ที่รู้เพราะได้หนังสือประชาสัมพันธ์เล่มเล็กๆ จากสนามบิน ข้างในมีภาพและเรื่องราวสั้นๆ เพื่อแนะนำสถานที่ที่เข้าร่วมเทศกาลในปีนี้ พร้อมวันเวลาจัดกิจกรรม (พบว่า Fringe Club ที่เล่าถึงในตอนก่อน ก็เป็นหนึ่งในนั้น)
Heritage แปลว่า มรดก หมายถึง “สิ่งตกทอด” เมื่อคนหนึ่งเสียชีวิต
ระดับบุคคล มรดกที่เราคุ้นกันมักเป็นทรัพย์สิน เงินทอง ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง
ในระดับประเทศ มรดกจะกินความกว้างกว่ามาก ครอบคลุมทั้งวัตถุ โบราณสถาน อาคาร วัฒนธรรม ศิลปะ ภาษา ภูมิปัญญา วิทยาการ -- ไล่จากที่ไล้ลูบจูบคลำได้ จนจับต้องไม่เจอ
มรดกของประเทศนั้นถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่น ทวีคูณคุณค่าเมื่อเวลาผ่าน
Fiesta เป็นภาษาสเปน (อังกฤษ = Festival) หมายถึง อีเวนต์เฉลิมฉลอง และมักมี Theme
เทศกาลที่กินเวลาประมาณ 2 เดือนนี้ (ต.ค.-พ.ย.) คัดสถานที่อันเป็นมรดกของฮ่องกง 25 แห่งทั่วประเทศ มาครบทั้งจากเกาะฮ่องกง ฝั่งเกาลูน และเขตนิวเทอริทอรี่
หลายที่ท่านอาจรู้จัก เช่น โรงแรม The Peninsula Hong Kong หรือ 1881 Heritage (อาคารเก่าของตำรวจน้ำที่แปลงเป็นโรงแรมผสมช็อปปิ้งมอลล์และอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ตรงจิมซาโจ่ย แถว Harbour City ที่คนไทยชอบไปช็อปปิ้งกัน) ฯลฯ
ในหนังสือที่แจก แต่ละแห่งจะมีข้อมูลให้ว่า ที่แห่งนั้น : ปัจจุบันคืออะไร - อดีตเคยเป็นอะไร - ถูกจัดอยู่ในเกรดไหน (ฮ่องกงมีการจัดคุณค่ามรดกเป็น 4 เกรด) - สรุปที่มาที่ไป - วันเวลาที่เปิด - โปรแกรมนำชม - ข้อมูลการเดินทาง - เบอร์โทรและเว็บไซต์
ส่วนรายละเอียดเล็กน้อยที่ขาดไม่ได้เลย คือ “ช่องประทับตราแสตมป์” -- เป็นหลักฐานว่ามาแว้ว และจูงใจเล็กๆ ชวนเก็บให้ครบ
Heritage Fiesta นั้น จัด “ต่อเนื่องมาหลายปี” นับแต่ปี 2011
บางปีจะมีธีมชัดเจน เช่น ปี 2013 เป็น “ที่เล่าเรียนและโรงเรียน” หรือปี 2014 คัดมาเฉพาะ “วัดและโบสถ์” (ท่านผู้อ่านลองพิมพ์ใน google ว่า “Heritage Fiesta Hong Kong pdf” แล้วดูไปพร้อมกัน)
ผมเข้าใจเอาเองว่าปีนี้ไม่มีธีม หรือไม่ธีมปีนี้ก็คือ “ความหลากหลาย”
การที่มีธีม ข้อดีคือ ชัด ข้อเสียคือ ไม่มีความหลากหลาย ...ถ้าตรงความสนใจ ก็คงหนำ แต่ถ้าไม่ อาจเมินสนิท
ฮ่องกงจัด Heritage Fiesta ขึ้นเพื่ออะไร?
ผมมองว่าเป็นเหมือน “มหกรรมแสดงผลงานต่อสาธารณะประจำปี” (Annual Show Case) เพราะจะมีโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่รัฐให้การสนับสนุนในการอนุรักษ์และฟื้นฟู และเพิ่งเสร็จในแต่ละรอบปีมาโชว์ ผสมกับสถานที่อื่นๆ ที่น่าสนใจ
เจ้าภาพงานนี้ คือ Commissioner for Heritage’s Office เป็นสำนักที่ดูแลการอนุรักษ์มรดกเมือง ซึ่งอยู่ภายใต้ หน่วยงานพัฒนา (Development Bureau) ของรัฐบาลฮ่องกง ซึ่งรับผิดชอบการวางแผนพัฒนาและฟื้นฟูเมือง การบริหารจัดการที่ดิน ที่อยู่อาศัย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการอนุรักษ์มรดกเมือง แบบบูรณาการในหน่วยงานเดียว
ผมชอบ “คำแถลงนโยบาย” (Policy Statement) ด้านการอนุรักษ์มรดกของฮ่องกง เนื้อหาว่า ...
“เพื่อป้องกัน (Protect -- ไม่ให้ถูกทำลาย) อนุรักษ์ (Conserve -- ไม่ให้เสียหาย หรือเสื่อมสภาพ)
และฟื้นฟู (Revitalise -- ใส่วิญญาณใหม่ ชีวิตใหม่) อาคารและสถานที่อันเป็นมรดกและประวัติศาสตร์อย่างเหมาะสม ด้วยแนวทางที่ “สอดคล้อง” (Relevant) และ “ยั่งยืน” (Sustainable) เพื่อประโยชน์ และความเพลิดเพลิน ของคนรุ่นปัจจุบัน และอนาคต”
ในการดำเนินนโยบายนี้ ควรคำนึงถึง (1) แนวทางการพัฒนาที่สร้างประโยชน์ต่อสาธารณะสูงสุด (2) เคารพกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ของอาคารสถานที่นั้น (3) งบประมาณ (4) ความร่วมมือข้ามวงการ (Cross-Sector Collaboration) (5) การมีส่วนร่วม (Active Engagement) ของผู้เกี่ยวข้อง และสาธารณชนทั่วไป”
เขามองว่า ชุมชน และประชาชนทั่วไป มีส่วนสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการดูแลรักษามรดกเมืองของตนเอง โดยสำคัญที่สุด ต้องทำให้คนมองเห็นและรู้สึกถึงคุณค่า ซึ่งคงไม่มีวิธีใดดีกว่าการได้ไปสัมผัสเยี่ยมชมของจริง (อย่างทัวร์ใน Heritage Fiesta ส่วนใหญ่นำชมเป็นภาษาจีนกวางตุ้ง ภาษาหลักของคนฮ่องกง เพื่อเน้นสื่อสารคนฮ่องกงกันเอง มากกว่านักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ)
ประสบการณ์ผมเองยอมรับว่าจริง ไม่เกี่ยงด้วยว่าจะเป็นมรดกบ้านเรา หรือของบ้านเขา
ก่อนปีใหม่ที่ผ่านมา ในบ้านเราได้จัดกิจกรรมหนึ่ง ที่ไม่เหมือนกัน แต่มีบางส่วนตอบโจทย์ได้คล้ายกัน นั่นคือ Night at the Museum : โครงการเปิดพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชมยามค่ำคืน เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เมื่อวันที่ 16-18 ธ.ค.ที่ผ่านมา 17 พิพิธภัณฑ์ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม และเปิดให้ชมยามค่ำคืน ตลอด 3 วันเต็ม ทำให้ผมได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสวังปารุสกวัน (พิพิธภัณฑ์ตำรวจ) และอาคารสายสุทธานภดล ในมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ที่งดงามและตื่นตาทั้งคู่
ในกรณีนี้ วังเก่า/อาคารเก่า ได้ถูกแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่เมื่อเราเข้าไปในสถานที่นั้น เราได้สัมผัสของจริงบรรยากาศจริง และพลอยได้รับรู้เรื่องราวในอดีตไปด้วย
ปริมาณคนที่เข้าชมนับว่าอุ่นหนาฝาคั่งมาก
ผมดีใจแทนผู้จัด และดีใจกับตัวเอง และอยากขอบคุณทุกคนที่เกี่ยวข้อง
อยากให้มีการเปิดพื้นที่ในสังคมแบบนี้มากขึ้นๆ นะครับ
(ปล. อังคารที่จะถึงนี้ ผมจะแอบไปฟัง Jan Gehl ตัวพ่อในแวดวงการพัฒนาเมืองชาวแดนิช และในอีก 4 สัปดาห์ (12 มี.ค.) จะกลับมาเล่าให้ฟังครับ)







