
ปฏิรูปเกลือกู้สติปัญญาชาติ
ไอคิวฉลาดทำได้ง่ายแค่ใส่ไอโอดีน โดย..วิทยา ปะระมะ
ไอคิวฉลาดทำได้ง่ายแค่ใส่ไอโอดีน
โดย..วิทยา ปะระมะ
ณ มุมหนึ่งใน อ.เถิน จ.ลำปาง มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อว่าบ้านแม่เติน ประกอบด้วยราษฎรหลักร้อยหลังคาเรือน คนที่นี้หาเลี้ยงชีพด้วยการเกษตรกรรม หาของป่าและรับจ้างไปวันๆ ไม่ต่างจากหมู่บ้านชนบทอีกนับพันแห่งทั่วประเทศไทย
หากใครมีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมเยือนที่นี่อาจจะแปลกใจไม่มากก็น้อยเพราะสามารถพบเห็นคนเป็นโรคคอพอกได้ทั่วไปแทบทุกหลังคาเรือน เจอได้กับคนทุกรุ่นทุกวัย บ้างเป็นโรคเอ๋อ บ้างมีคอพอกขนาดใหญ่เท่าหัว (ย้ำว่าเท่าหัว) ภาพเหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานที่ขาดสารไอโอดีนอย่างรุนแรง และนี่ก็เป็นเพียงจุดเล็กๆจุดหนึ่งของปัญหาการขาดสารไอโอดีนในเมืองไทยเท่านั้น
ในความเข้าใจของคนทั่วไปมองว่าโรคที่เกิดจากการขาดไอโอดีนมีเพียงโรคคอพอก แท้ที่จริงแล้วคอพอกเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นมาให้เห็นแต่ใต้ผิวน้ำลงไปแล้วยังมีโรคสืบเนื่องตามมาอีกมากมาย ในคนปกติธรรมดาต้องการไอโอดีนทุกวันเพื่อควบคุมระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกาย
นอกจากนี้ไอโอดีนยังมีหน้าที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเซลล์ช่วยทำให้การพัฒนาและการเจริญเติบโตของเด็ก
ดังนั้นเด็กที่ขาดไอโอดีนนอกจากเสี่ยงต่อการเป็นโรคคอพอกแล้วยังทำให้มีไอคิวต่ำ หากต่ำกว่า 90 จุด เข้าข่ายปัญญาทึบ เรียนรู้ได้ช้า ร่างกายแคะแกร็น
ยิ่งในแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วไม่ได้รับไอโอดีนอย่างเพียงพอจะยิ่งกระทบกับพัฒนาการทางสมองของลูกในท้อง เมื่อคลอดออกมาแล้วมีโอกาสจะเป็นโรคเอ๋อ เกิดความพิการทางสติปัญญาหรือดาวน์ซินโดรม
“ฟรานซ์ บีกิน” ที่ปรึกษาด้านโภชนาการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) กล่าวว่าทั้งๆ ที่ไทยมีความล้ำหน้าทางโภชนาการในด้านต่างๆ เหนือกว่าประเทศแถบนี้แต่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจมากที่มีอัตราการได้รับไอโอดีนอย่างพอเพียงแค่ 47% ของประชากรทั้งประเทศ ติดอันดับ 3 จากท้ายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รองจากเกาหลีเหนือและมาเลเซีย
โดยมีไอคิวเฉลี่ยของเด็กไทยอายุ 0-5 ขวบอยู่ที่ 88 จุด (ศึกษาโดยโรงพยาบาลรามาธิบดีในปี 2545) ยิ่งเทียบตัวเลขกับประเทศอื่นๆแล้วยิ่งถือว่าห่างชั้นกันถึงเท่าตัว เช่นประเทศจีนมีอัตราการได้รับไอโอดีนอย่างเพียงพอถึง 91% เวียดนาม 93% หรือแม้แต่พม่า ลาว กัมพูชาก็ยังมีตัวเลขสูงกว่าไทยคือ 80%
ฟรานซ์ มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มีปัญหาจากรัฐบาลที่ไม่ได้นำหลักการ Universal Salt Iodization (USI) หรือการเสริมเกลืออย่างถ้วนหน้ามาปฏิบัติอย่างจริงจัง
“โรคขาดสารไอโอดีนเป็นโรคที่ป้องกันได้แต่ถ้าเป็นแล้วยากที่จะแก้ไข ทุกวันนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับให้เติมสารไอโอดีนลงไปในเกลือ ทำให้เกลือที่ขายในตลาดทุกวันนี้มีไอโอดีนบ้างไม่มีบ้าง ปริมาณที่ใส่ในเกลือก็ไม่เท่ากัน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่พูดกันมานาน 20 ปีแล้วแต่ก็น่าประหลาดใจที่ไทยยังทำไม่สำเร็จเสียที”
ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลและนักการเมืองต้องเร่งผลักดันอย่างจริงจังคือการออกกฎบังคับให้เติมไอโอดีนลงไปในเกลืออย่างจริงจัง
ตัวอย่างเช่น ประเทศจีนที่แม้จะมีประชากรเป็นพันล้านคนแต่เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด มีการตั้ง “ตำรวจเกลือ” คอยตรวจสอบปริมาณไอโอดีน ทำให้จีนมีอัตราการได้รับสารไอโอดีนอย่างพอเพียงเกิน 90% เป็นประเทศแรกในเอเชีย ผลที่ตามมาคือไอคิวเฉลี่ยเด็กจีนเพิ่มขึ้น 7 จุดใน 5 ปี และเพิ่มเป็น 10 จุดใน 15ปี
หรือแม้แต่กัมพูชาเองในปี 2543 มีอัตราการรับไอโอดีนอย่างเพียงพออยู่ที่ 15% เท่านั้นแต่พอขึ้นปี 2549 ตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นเป็น 80% ที่เป็นเช่นนี้เพราะนักการเมืองกัมพูชาเห็นความสำคัญและเอาจริงกับเรื่องนี้มาก
“น่าดีใจตรงที่เร็วๆนี้ทางรมว.สาธารณสุขออกมาผลักดันเรื่องการเสริมไอโอดีนในอาหาร แต่ฉันมีข้อสังเกตว่าไม่จำเป็นต้องเติมเข้าไปในอาหารหรือน้ำปลาหรอก แค่เติมในเกลืออย่างเดียวก็ง่ายที่จะติดตามตรวจสอบแล้วเกลือมันก็เป็นส่วนประกอบในอาหารทุกประเภทอยู่แล้ว”
ฟรานซ์ ยังกล่าวด้วยว่าจากการวิจัยพบว่าต้นทุนการเติมไอโอดีนในเกลือในไทยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 บาท/คน/ปี เท่านั้น หากคำนวณเป็นต้นทุนการผลิตจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียง 1% ถือว่าไม่มาก แต่จากการพูดคุยกับผู้ผลิตเกลือต่างๆกลับให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลือง น่าจะให้เติมในเครื่องประกอบอาหารชนิดอื่นมากกว่า อีกทั้งส่วนใหญ่ผู้ผลิตเกลือก็เป็นธุรกิจรายเล็กๆที่ขาดคนเข้าไปสนับสนุนด้วยที่สำคัญคือกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลเมื่อให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แล้วต้องปฏิบัติอย่างจริงจังและต้องเร็วด้วย
“ขณะที่ประเทศอื่นเขากระตือรือร้นกับเรื่องนี้มาก ถ้าไทยมีอัตราการได้รับไอโอดีนอย่างพอเพียงที่ 47% ต่อไปถือว่าน่าเป็นห่วงเพราะกระทบกับคุณภาพของบุคลากรโดยตรง กระทบต่อความสามารถในการผลิตและแข่งขัน ไทยอาจต้องใช้เวลา 5-10 ปีถึงจะทำให้เด็กรุ่นใหม่ๆได้รับไอโอดีนและมีไอคิวที่สูงขึ้นกว่าปัจจุบัน”
ส่วนเด็กรุ่นปัจจุบันที่อาจได้รับไอโอดีนน้อยไปบ้าง พ่อแม่ก็ไม่ต้องใจเสียไปเพราะเรื่องของไอคิวนอกจากเรื่องไอโอดีนแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การเลี้ยงดู การสัมผัสให้เกิดพัฒนาการทางสมองและอยู่ที่ระบบการศึกษาด้วยว่าจะส่งเสริมให้เด็กมีสติปัญญาขนาดไหน....







