
ทรัมป์ปลดตรวนแบงก์ หวั่นจุดวิกฤตรอบใหม่
ในที่สุด ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ก็รื้อมรดกเก่าของอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
ในที่สุด ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ก็รื้อมรดกเก่าของอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา อีกครั้ง ด้วยการลงนามในคำสั่งพิเศษให้ทบทวนกฎหมายดอดด์แฟรงก์ (Dodd Frank Act) ซึ่งเป็นกฎหมายควบคุมอุตสาหกรรมภาคการเงินสหรัฐ โดยจำกัดบทบาทของธนาคารไม่ให้ไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอันเป็นชนวนก่อเหตุการณ์ที่เป็นผลร้ายของชาวอเมริกันและคนทั้งโลกนั่นคือ วิกฤตการณ์ภาคการเงินสหรัฐปี 2008
แม้ทรัมป์จะมองว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นอุปสรรคที่กีดขวางให้ธุรกิจรายย่อยกู้เงินไปลงทุนได้ยากขึ้น และยังทำให้ต้นทุนของภาคธนาคารเพิ่มสูงขึ้นจนกดดันอุตสาหกรรมวอลสตรีท แต่การปลดล็อกดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลว่าภาคธนาคารจะไม่ใช้บทเรียนจากปี 2008 และหันไปลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหลับตาข้างหนึ่งอีก
แนวคิดของทรัมป์มีส่วนที่ถูกต้องตามข้อมูล โดยศูนย์นวัตกรรมการให้บริการทางการเงิน (ซีเอฟเอสไอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐ พบว่าชาวอเมริกันต้องเสียค่าธรรมเนียม เพื่อเข้าถึงการบริการการเงิน เช่น การกู้ยืมมากถึง 1.41 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2015 ปรับขึ้น 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.05 แสนล้านบาท) จากปี 2014 แสดงให้เห็นต้นทุนการกู้ยืมที่ปรับตัวขึ้น ซึ่งไม่ง่ายเลยสำหรับธุรกิจรายย่อย ขณะที่ภาคธนาคารเองก็ต้องแบกรับต้นทุนและภาระทางเอกสารที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม กฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอย่างในปี 2008 และยังถือกำเนิดองค์กรสำคัญที่คอยคุมครองผู้บริโภคที่ประสบปัญหาจากการดำเนินการของภาคธนาคารอย่าง สำนักงานคุ้มครองทางการเงินแก่ผู้บริโภค (ซีเอฟพีบี) และยังกำเนิดสภากำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงิน (เอฟเอสโอซี) ที่คอยสอดส่องดูแลเสถียรภาพทางการเงินไม่ให้รัฐบาลต้องควักเงินภาษีมา
อุ้มบริษัทการเงินอย่างที่จำต้องยึดหลัก “ใหญ่เกินกว่าจะล้ม” (Too Big to Fail) เมื่อครั้งวิกฤต
จากรายงานของหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล พบว่า แกรี โคห์น ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของทรัมป์ เตรียมจะเปลี่ยนหัวหน้าของซีเอฟพีบีเพื่อเข้าแทรกแซงการดำเนินการ ขณะเดียวกันคำสั่งพิเศษที่ผู้นำใหม่ของสหรัฐลงนามไปเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ยังคลอบคลุมถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอฟเอสโอซีด้วย
ย้อนไปก่อนเกิดวิกฤตการเงิน ภาคธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยไม่มีการประเมินความเสี่ยงที่มากเพียงพอ และกระจายความเสี่ยงด้วยการนำอสังหาริมทรัพย์มาออกเป็นหุ้นกู้ที่เรียกว่า หุ้นกู้ที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นประกัน (Mortgage Bond) เพื่อขายให้กับนักลงทุน ซึ่งต้องได้รับการประเมินจากสถาบันจัดอันดับเครดิต เช่น ฟิทช์ เรทติ้งส์ สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส และมูดี้ส์
แต่ในเมื่อภาคธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้กู้ด้อยคุณภาพ ซึ่งไม่ได้เครดิตสูงและไม่น่าลงทุน จึงได้นำหุ้นกู้ที่ทำท่าจะได้เครดิตต่ำเหล่านั้นมาผูกกับหุ้นกู้เครดิตสูงและออกขายในชื่อ ตราสารอนุพันธ์อิงกับสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBS) ซึ่งกลายเป็นต้นตอของวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 เมื่อการผิดนัดชำระหนี้ระเบิดออกมาส่งผลให้ภาคธนาคารล้มกันเป็นแทบและลุกลามเป็นไฟลามทุ่ง
หลังจากที่ “แบร์ สเติร์นส์” ประเดิมล้มลงเป็นรายแรก การล้มละลายของวาณิชธนกิจรายใหญ่ “เลห์แมน บราเธอร์ส” จึงกลายเป็นไฟลามทุ่งให้ธุรกิจการเงินทั้งหมดต้องสั่นสะเทือนตามไปด้วยในปีเดียวกัน ตามมาด้วยความง่อนแง่นของ “เอไอจี” บริษัทประกันที่เข้าไปค้ำประกันให้สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่างบราเธอร์ส โดยไม่มีการกำกับดูแล ไม่มีเงินจ่ายให้สถาบันการเงินทั้งหลาย ตามมาด้วยโกลด์แมน แซคส์ และมอร์แกนสแตนเลย์ที่เกือบล้มละลายในวันถัดมาก่อนที่รัฐบาลสหรัฐจะควักเงินภาษีประชาชนให้กับเอไอจีและสถาบันการเงินเป็นจำนวนมหาศาลถึง 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.3 ล้านล้านบาท)
สภากำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงิน (เอฟเอสโอซี) จึงเป็นองค์กรที่คอยดูแลไม่ให้เกิดเหตุซ้ำเช่นข้างต้นอีก โดยเอฟเอสโอซีต่างกับองค์กรอื่นๆ ของสหรัฐที่ดูแลภาคส่วนการเงินเฉพาะส่วน คือ เอฟเอสโอซีจะคอยดูแลภาคส่วนการเงินทั้งหมดและคอยออกรายงานประจำปี รวมถึงให้คำแนะนำต่อผู้กำหนดนโยบายในการดำเนินการต่างๆ ก่อนจะเกิดวิกฤต เพื่อไม่ให้สหรัฐต้องนำเงินภาษีไปอุ้มสถาบันการเงินอีก
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐไล่ฟ้องร้องบรรดาภาคธนาคารที่มีการซื้อขาย MBS ในภายหลัง โดยกรณีโด่งดังในปี 2016 ที่ผ่านมา คือ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐสั่งปรับดอยช์แบงก์มากถึง 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.9 แสนล้านบาท) ก่อนที่ดอยช์แบงก์จะเจรจาเหลือเพียง 7,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.52 แสนล้านบาท) เพื่อยอมความในคดีดังกล่าว โดยกฎหมายดอดด์-แฟรงก์เปิดทางให้สหรัฐสามารถตั้งผู้ตรวจสอบเข้าไปคอยสอดส่องภาคธนาคารได้
ขณะเดียวกัน สำนักงานคุ้มครองทางการเงินของผู้บริโภค (ซีเอฟพีบี) มีบทบาทอย่างมากในการเป็นตัวแทนผู้บริโภคเข้าฟ้องร้องสถาบันการเงิน เช่น กรณี เวลส์ ฟาร์โก ที่โด่งดังเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา โดย เวลส์ ฟาร์โก นำข้อมูลของลูกค้าไปเปิดบัญชีและบัตรเครดิตโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งมีการบังคับใช้ดอดด์แฟรงก์แล้ว ร่วม 2 ล้านบัญชี และบัตรเครดิตอีกราว 6 แสนใบ
การดำเนินการดังกล่าวสร้างรายได้ให้กับเวลส์ ฟาร์โก ถึง 4 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 1.4 หมื่นล้านบาท) จากค่าธรรมเนียมรายปี ค่าดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมการรักษาบัญชี ก่อนที่ในปี 2016 ที่ผ่านมา สหรัฐจะสั่งปรับเวลส์ ฟาร์โก ทั้งหมด 185 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6,475 ล้านบาท) เพื่อยอมความกับเอสเอฟโอซี
ความสำคัญของดอดด์แฟรงก์ในลักษณะดังกล่าวส่งผลให้การเตรียมจะแก้ไขนั้น สร้างความกังวลอย่างมากให้หลายฝ่าย เช่น ลอว์เรนซ์ ซัมเมอร์ส อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ ในสมัยประธานาธิบดี บิล คลินตัน เปิดเผยว่า นโยบายการลดความเข้มงวดในการกำกับดูแล โดยเฉพาะในภาคส่วนการเงินการธนาคารอาจส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจซ้ำ
“การลดการกำกับดูแลในบางภาคส่วนอย่างภาคการเงินอันตรายเป็นอย่างมาก ใครอยากจะกลับไปยุคสถาบันการเงินล่าเนื้อกัน และใครกันอยากกลับไปยุคที่ธนาคารแบกรับหนี้มหาศาล” ซัมเมอร์ส กล่าว







