posttoday
ตรรกศาสตร์ของพุทธศาสน์

ตรรกศาสตร์ของพุทธศาสน์

05 กุมภาพันธ์ 2560

การโต้วาที หรือดีเบตช่วยแก้ปัญหาระหว่างนิกายได้ในระดับหนึ่ง การดีเบตครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงก่อน/หลังการสังคายนาครั้งที่ 3

โดย...กรกิจ ดิษฐาน

การโต้วาที หรือดีเบตช่วยแก้ปัญหาระหว่างนิกายได้ในระดับหนึ่ง การดีเบตครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงก่อน/หลังการสังคายนาครั้งที่ 3 มีการวิวาทะระหว่างฝ่ายเถรวาทกับนิกายต่างๆ ในเรื่องหลักคำสอน จนได้เป็นคัมภีร์กถาวัตถุขึ้นมา เป็นคัมภีร์ที่แจกแจงคำถาม-ตอบระหว่างนิกาย เช่น คำถามว่า “บุคคล” มีอยู่จริงหรือไม่ ท่านก็จะยกเหตุผลขึ้นมาสู้กันจนกว่าอีกฝ่ายจะจำนน

ดังนั้น การที่พุทธศาสนามีนิกายต่างๆ มากมาย การดีเบตจึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะรักษาสำนักตัวเอง นอกจากนี้ศาสนาอื่นก็ยังท้าดีเบตบ่อยๆ หากแพ้มีสิทธิรื้อสำนัก ต้องเปลี่ยนศาสนา หรือถูกประหารก็มี เพราะบางครั้งเอาชีวิตเป็นเดิมพันกัน

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ความอยู่รอดของพุทธศาสนาอยู่ที่การดีเบต และการเรียนตรรกศาสตร์ กถาวัตถุเป็นหนึ่งในคู่มือสำหรับให้พระเทียบคำสอนและสำหรับเรียนโต้วาทีด้วย ส่วนนิกายอื่นๆ ก็มีตำราตรรกศาสตร์มากมายหลายสิบเล่ม กล่าวได้ว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งตรรกศาสตร์ก็ได้ เพียงแต่ฝ่ายเถรวาทไม่นิยมเรียนตรรกศาสตร์ เพราะเป็นว่าการโต้เถียงขัดขวางการปฏิบัติธรรม ผิดกับนิกายอื่นๆ ในทิเบต ทุกวันนี้ยังเรียนตรรกศาสตร์ และวิชาโต้วาทีอย่างเข้มข้น

วิชาตรรกศาสตร์ของทิเบตยอดเยี่ยมมากถึงขนาดทำให้สำนักพุทธฝ่ายจีนแพ้มาแล้ว เมื่อครั้งพระเจ้าชิซง เดเจน ทรงจัดการประลองวิวาทะครั้งใหญ่ที่วัดซัมเย เพื่อให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลยว่าสำนักทิเบตหรือสำนักจีนฝ่ายไหนที่สอนพุทธธรรมที่แท้จริง ผลปรากฏว่าฝ่ายทิเบตชนะ ส่วนหนึ่งก็เพราะพระจีนไม่เก่งเรื่องตรรกศาสตร์ เก่งอยู่ท่านเดียวคือพระถังซัมจั๋ง ซึ่งไปเรียนที่ชมพูทวีป โต้วาทีชนะนิกายต่างและเดียรถีย์จนชื่อเสียงลือเลื่อง ถึงขนาดเคยโต้เอาศีรษะเป็นเดิมพันก็มีมาแล้ว แต่ท่านชนะและไม่ขอรับศีรษะผู้แพ้ให้ปวารณารับพุทธธรรมเสีย อย่างไรก็ตาม สำนักของพระถังซัมจั๋งที่จีนกลับเน้นสอนอภิธรรม ไม่เน้นตรรกศาสตร์เอาเลย

ทุกวันนี้ผมอยากให้พระสงฆ์โดยเฉพาะฝ่ายคามวาสี กลับมาเรียนตรรกศาสตร์แบบพุทธกันอีก อย่างน้อยๆ ก็ศึกษากถาวัตถุ หรือมิลินทปัญหา อันเป็นตำราตรรกศาสตร์ของเถรวาทก็ว่าได้ หรือหากจะศึกษาจากตำราพุทธสายอื่นๆ ก็ย่อมได้ ในพุทธแบบทิเบตนั้นมีตำราตรรกศาสตร์มากมาย ล้วนแต่สืบทอดจากยุคมหาวิทยาลัยนาลันทาและวิกรมศิลา

อย่างไรก็ตาม หากไม่มีพื้นเพเกี่ยวกับพุทธศาสนาแบบทิเบต หรือไม่คุ้นกับวิชากตรรกศาสตร์ย่อมยากที่ท่านจะใช้ศาสตร์นี้ในการรักษาพระศาสนาหรือแม้แต่ใช้เพื่อพาไปสู่มรรคสู่ผล แต่อย่างน้อยมีตำราหลายเล่มที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับตรรกศาสตร์แบบพุทธอย่างละเอียด สามารถศึกษาเองได้ ทั้งจากภาษาสันสกฤต จีน ทิเบต หรือแม้แต่ภาษาอังกฤษ แต่น่าเสียดายว่ายังไม่มีหนังสือภาษาไทยที่ศึกษาเรื่องนี้โดยตรง

ในฝ่ายมหายานยุคต้นนั้นมีครูบาจารย์ที่รจนาปกรณ์เกี่ยวกับตรรกศาสตร์หลายท่าน เริ่มตั้งแต่โพธิสัตว์ นาคารชุน (เขียนปกรณ์ชื่อ อุปายโกศลหฤทัยศาสตร์ เป็นต้น) พระอารยะเทพ (เขียนเรื่อง ศตศาสตร์ เป็นต้น) และโพธิสัตว์ ไมเตรยะ หรือไมเตรยนาถ บางท่านว่าเป็นพระมหาโพธิสัตว์ผู้สถิตบนสวรรค์ชั้นดุสิตรอการจุติเป็นพระอนาคตพุทธเจ้าองค์ต่อไป บ้างก็ว่าเป็นคณาจารย์ฝ่ายมหายานยุคต้นท่านหนึ่งเท่านั้น

พระไมเตรยะรจนาปกรณ์ว่าด้วยการโต้วาทะชื่อว่า “ษัปตทศภูมิศาสตรโยคาจารย์” ว่าด้วยการโต้วาทะโดยตรง จัดแจงระเบียบการโต้วาทะของชาวพุทธไว้เป็นหัวข้ออย่างชัดเจน กล่าวคือ

1.เรื่องที่จะโต้วาทะ - ควรเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เรื่องไร้สาระควรหลีกเลี่ยง

2.สถานที่โต้วาทะ - ควรจัดขึ้นต่อหน้าผู้รู้หรือนักปราชญ์ หรือต่อหน้าผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ไม่ควรจัดตามใจชอบ เพราะเป็นการโต้เพื่อรักษาหลักการพุทธศาสนา

3.วิธีการโต้วาทะ - มีการตั้งสมมติฐาน และพิสูจน์สมมติฐาน โดยการตั้งข้อเสนอ การให้เหตุผล การยกตัวอย่าง การยืนยันตัวอย่าง การยกตัวอย่างที่ไม่ถูกต้องเพื่อเทียบเคียง การทำเหตุผลและตัวอย่างให้แจ้ง การอ้างอิง และการยกพระสูตรปกรณ์มาอ้างให้ข้อเสนอสอดคล้องกับพุทธธรรม

4.คุณสมบัติของผู้โต้วาทะ - ต้องมีความรอบรู้ในสรรพวิชา ไม่ใช้ภาษาต่ำช้า ให้เกียรติฝ่ายตรงข้าม เป็นคนห้าวหาญ รู้จักพูดอย่างต่อเนื่อง และรู้จักโวหารศาสตร์วาทศิลป์

5.การตัดสินแพ้ชนะ - ผู้คัดค้านยอมรับข้อเสนอว่าแพ้ ผู้โต้ไม่อาจแก้ต่างข้อเสนอของตัวเองถือว่าแพ้ หรือผู้โต้พูดนอกเรื่องถือว่าแพ้

6.การเข้าร่วมเวทีโต้วาทะ - พึงทราบแก่ใจว่าจะโต้เถียงเพื่อยังประโยชน์แก่ตน แก่ผู้โต้เถียง แก่ผู้รับฟัง และผู้เป็นประจักษ์พยาน และที่สำคัญที่สุด พึงพิจารณาว่าผู้โต้วาทะด้วยนั้นสมควรจะแลกเปลี่ยนความเห็นด้วยเหตุผลหรือไม่

7.ความมั่นใจของผู้โต้วาทะ - ผู้โต้วาทะจะต้องมีความมั่นใจว่าตัวเองจะชนะ ความมั่นใจนั้นจะเกิดก็ต่อเมื่อศึกษาพระธรรมดาอย่างแตกฉานแล้ว

นี้เป็นเพียงหัวข้อคร่าวๆ ของตำราษัปตทศภูมิศาสตรโยคาจารย์เท่านั้น แต่หลักการโต้วาทะของท่านไมเตรยะนี้แสดงถึงความมีหลักการ มีเหตุมีผลของพุทธศาสนา และแสดงว่าพุทธศาสนาเปิดกว้างต่อการถกเถียงอย่างปัญญาชน

นอกเหนือจากตำราเล่มนี้แล้วยังมีอีกนับสิบนับร้อยเล่ม ที่ว่าด้วยการให้เหตุผลรักษาพุทธธรรม ชักนำมิจฉาให้กลายเป็นสัมมาทิฐิ สมควรที่ชาวพุทธที่สนใจพึงศึกษาอย่างยิ่ง

แม้การโต้วาทะจะไม่ชักพาไปสู่การหลุดพ้นโดยตรง แต่นี่ถือเป็นจริยาของผู้ปวารณาตนพิทักษ์พระศาสนา และยังสร้างกุศลมหาศาล ด้วยการทำความเห็นที่มืด ให้แจ้งด้วยพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

ที่สำคัญ ในยุคนี้ผู้คนนิยมโต้เถียงแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง ชาวพุทธสายวิชาการควรจะมีอาวุธทางปัญญาติดตัวเอาไว้บ้าง หาไม่แล้วจะถูก “มิจฉา” ใช้โวหารเป็นอาวุธ พลิกเรื่องผิดเป็นถูกได้

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่