
ทรัมป์โนมิกส์ ดันเที่ยวไทยพุ่ง
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
ภาคการท่องเที่ยวไทยเป็นอุตสาหกรรมหลักที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การลงทุนและการบริโภคของภาคเอกชนไม่ทำงาน แต่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลับเติบโตสวนกระแส
ในปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สรุปตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยรวม 32.59 ล้านคน เพิ่มขึ้น 9% สร้างรายได้ 1.65 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปี 2558 ส่วนคนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ 145 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ 8.66 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% รวมรายได้การท่องเที่ยวปี 2559 ทะยานทุบ
เป้าหมาย 2.52 ล้านล้านบาท
ขณะที่ภาพรวมการท่องเที่ยวไตรมาสแรกของปีนี้ คึกคักเป็นอย่างมาก จากการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งตลาดจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นสองตลาดหลักของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่มีปัญหาก่อนหน้านี้ ทำให้ ททท.คาดว่าไตรมาสแรกของปีนี้ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะสร้างรายได้ 7.33 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากตลาดต่างประเทศ 4.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 9.3 ล้านคน
แต่โอกาสของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยยังไม่หยุดแค่นี้ เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทยอยประกาศนโยบายต่างๆ หลังรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา และหนึ่งในนโยบายของทรัมป์ ก็คือ การแบนประชาชน จาก 7 ประเทศมุสลิม ซึ่งปัจจุบันมีประชากรชาวมุสลิมกว่า 1,600 ล้านคนทั่วโลก อาจส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะชาวตะวันออกกลาง ที่มีกำลังซื้อสูง
ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่า ททท. กล่าวว่า ตะวันออกกลางเป็นตลาดใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะในเซกเตอร์ของการท่องเที่ยวสุขภาพ หรือเมดิคัล ทัวริสซึ่ม ซึ่งผลจากนโยบายการแบน 7 ประเทศมุสลิมครั้งนี้ อาจจะทำให้นักท่องเที่ยวชาวมุสลิมเดินทางมาประเทศไทยมากขึ้น และผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้เติบโต
ที่ผ่านมา ททท.มีนโยบายเจาะตลาดมุสลิมอย่างจริงจัง โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง เช่น ยูเออี คูเวต ซาอุดีอาระเบีย เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และคาดว่ากลุ่มนี้จะเดินทางมาไทยกว่า 8.6 แสนคน เพิ่มขึ้น 9% สร้างรายได้กว่า 6.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% ซึ่ง ททท.ได้เตรียมแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว ผ่านสินค้าและบริการภายใต้แคมเปญ “มุสลิม เฟรนลี่”
สำหรับสินค้าที่กลุ่มมุสลิมชื่นชอบเดินทางมาประเทศไทย อาทิ กลุ่มตรวจเช็กสุขภาพ การดูแลร่างกาย ความสวย ความงาม ในกลุ่มเมดิคัล ทัวริสซึ่ม ที่เบื้องต้นเชื่อว่าจะเติบโตได้ไม่น้อยกว่า 5% ซึ่งหากรัฐบาลสหรัฐใช้มาตรการนี้ จริง ในส่วนนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องเร่งปรับตัวสร้างมาตรฐานการบริการรองรับการเดินทาง สร้างจุดแข็งให้กับประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศมาเลเซียที่มีความได้เปรียบด้านภาษาและการนับถือศาสนาเดียวกัน
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับอานิสงส์อีกหลายด้าน แม้ในทางปฏิบัติ นโยบายดังกล่าวจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศสหรัฐอเมริกาในด้านเศรษฐกิจ ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินบาทและสกุลอื่น จะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้คนเดินทางมายังประเทศในแถบเอเชียและอาเซียนเพิ่มขึ้น ซึ่งองค์การการท่องเที่ยวโลก (ยูเอ็นดับเบิ้ลยูทีโอ) ประเมินในอีก 10 ปีข้างหน้า ภูมิภาคเอเชียและประเทศจีนจะเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางท่องเที่ยวสูงสุด ซึ่งไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพเพื่อคว้าโอกาสในครั้งนี้เช่นเดียวกัน
ต้องอย่าลืมว่า ปัจจุบัน ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ต่างชูจุดขายในเรื่องการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน ซึ่งไทย ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ ต้องเร่งสร้างความเชื่อมโยงชาติอาเซียน โดยเฉพาะการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างกัน ซึ่งหากทำได้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับการท่องเที่ยวไทยและอาเซียนมากยิ่งขึ้น
ด้าน อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) แนะนำว่า แม้ตอนนี้จะยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนของนโยบายแบนชาติมุสลิมของทรัมป์ แต่ถือเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการควรเร่งปรับตัว เพื่อรับมือกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการพึ่งพากลุ่มนักท่องเที่ยวเพียงชาติใดชาติหนึ่ง แต่ต้องสร้างสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่หลากหลายเพื่อตอบสนองนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มอย่างแท้จริง
ไม่เช่นนั้น อาจเจอปัญหาแบบกรณีนักท่องเที่ยวรัสเซียและจีน ที่ก่อนหน้านี้มีปัญหา ทำให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มที่พึ่งพาทั้งสองตลาดได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหายไปประมาณเกือบ 1 ล้านคน แต่ละคนมีการใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท/ทริป ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่ไทยต้องสูญเสียไป ดังนั้นไทยควรนำบทเรียนในการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมายครั้งนี้ มาวางแนวทางบริหารจัดการที่ถูกต้องในอนาคต รวมทั้งแผนการรองรับผลกระทบที่จะตามมา
แต่ทั้งนี้ หลังจากกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และ ททท.ทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นกับภาคเอกชน ทำให้ตลาดจีนฟื้นกลับมาอีกครั้ง สะท้อนผ่านช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมา โดย ททท.ได้ปรับเป้าหมายใหม่ว่าตลาดจีนจะเติบโต 5% หรือมีนักท่องเที่ยวกว่า 2 ล้านคน ที่สำคัญกลุ่มที่กลับมาเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และท่องเที่ยวด้วยตัวเองถึง 60% กลับกันจากก่อนหน้าที่นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางผ่านทัวร์ถึง 70% เท่ากับเงินรายได้ที่เข้าประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ดังนั้น หากไทยเตรียมความพร้อม เตรียมแผนอย่างรัดกุม รองรับทุกโอกาสที่จะเกิดขึ้น ปีนี้จะเป็นอีกปีที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับดันเศรษฐกิจไทยให้บรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะเม็ดเงินในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่คาดว่าจะได้ 2.77 ล้านล้านบาท คงไม่ไกลเกินเอื้อม







