posttoday

ถึงคิวปราบ "มอเตอร์ไซค์" บนทางเท้า ล็อคล้อ-ปรับหนัก-ติด "เอสการ์ด"

31 มกราคม 2560

กทม.ยังคงเดินหน้าจัดระเบียบทางเท้าทวงคืนสิทธิขั้นพื้นฐานในการเดินฟุตปาทแก่คนเมือง

โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ, กันติพิชญ์ ใจบุญ 

กรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังคงเดินหน้าจัดระเบียบทางเท้าทวงคืนสิทธิขั้นพื้นฐานในการเดินฟุตปาทแก่คนเมือง ให้ได้สัญจรอย่างสะดวกและปลอดภัย ทว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแม้จะจัดระเบียบร้านค้าหาบเร่แผงลอยไปแล้ว แต่มีอีกปัญหาหนึ่งกำลังลุกลามขยายตัวเพิ่มมากขึ้น นั่นคือ รถจักรยานยนต์ฉวยโอกาสจอด-วิ่งบนทางเท้าอย่างไม่เกรงกลัวกฏหมาย

ด้านหนึ่งเกิดจากปัจจัยสภาพแวดล้อมในช่วงเวลาเร่งด่วน ซึ่งท้องถนนมีรถยนต์แน่นถนัดเต็มพื้นที่ ไม่เหลือช่องทางให้จักรยานยนต์วิ่งผ่านไปได้ ขณะที่สภาพอากาศร้อนระอุจากแสงแดดและเครื่องยนต์ก่อฝุ่นควัน สั่งสมความเครียดให้รู้สึกหมดความอดทน คนขับรถจักรยานยนต์จึงเลือกทางออกที่สะดวกกว่า คือ การลัดเลาะขึ้นไปวิ่งบนฟุตปาท ละทิ้งความละอายใจต่อสังคม ยอมฝ่าฝืนกฏหมายมากกว่ายึดมั่นอดทนรักษาไว้ซึ่งจิตสำนึก

ภาพรถจักรยานยนต์วิ่งแทรกระหว่างทางคนเดินเท้า จึงกลายเป็นภาพชินตา บางครั้งเกิดเฉี่ยวชน บานปลายทะเลาะวิวาทในที่สุด

ถึงคิวปราบ "มอเตอร์ไซค์" บนทางเท้า ล็อคล้อ-ปรับหนัก-ติด "เอสการ์ด"

เทศกิจไม่ปราบ เจอย้าย

พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าราชการ กทม. บอกถึงเรื่องนี้ว่า มาตรการแก้ปัญหาผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า ทาง กทม. ได้ออกคำสั่งให้ทุกสำนักงานเขตสอดส่องและกวดขันไม่ให้มีการฝ่าฝืนกฏหมายอย่างเคร่งครัด ด้วยการจัดชุดเจ้าหน้าที่เทศกิจออกปฏิบัติหน้าที่สม่ำเสมอโดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน พร้อมทั้งติดตั้งป้ายประกาศห้ามให้เห็นเด่นชัด หากยังพบการร้องเรียนจากประชาชนถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเทศกิจปล่อยปละละเลยเข้ามาที่ กทม. อีก จะมีการแจ้งเตือนสำนักงานเขตนั้นเป็นครั้งที่ 1 เสมือนการแจกใบเหลือง และหากพบอีกเป็นครั้งที่ 2 จะสั่งย้ายหัวหน้าฝ่ายเทศกิจในพื้นที่นั้นๆออกจากพื้นที่ทันที

ทั้งนี้ ถนนที่พบว่ามีการร้องเรียนมากที่สุด อาทิ ถนนสุขุมวิท พระราม 4 เพชรบุรี พหลโยธิน รัชดาภิเษก จรัญสนิทวงศ์ เลียบด่วนวัชระพล รวมถึงพื้นที่อื่นอีกเป็นจำนวนมาก

“คนที่ขับขี่รถบนทางเท้าใช้อะไรคิด เพราะคนเดินทั้งต้องถือของมากมายยังต้องมาหลบให้ หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นคนขับต้องรับผิดชอบ การจัดระเบียบทางเท้าของ กทม. ไม่ได้ทำเพื่อให้รถขึ้นมาจอดหรือวิ่ง ดังนั้น กทม.จะดำเนินการอย่างจริงจังกับผู้เอาเปรียบสังคม” พล.ต.ท.อำนวย กล่าวเน้นย้ำ

พล.ต.ท.อำนวย กล่าวอีกว่า ในส่วนของกลุ่มรถจักรยานยนต์รับจ้าง ตั้งวินบนทางเท้าแล้วลักไก่ขับรถบนทางเท้าเช่นกัน เตรียมประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร กรมการขนส่งทางบก หารือกับหัวหน้าวินมอเตอร์ไซค์ เพื่อควบคุมตักเตือนไม่ให้วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสารบนทางเท้า หากไม่เชื่อฟังหรือไม่ร่วมมือปฏิบัติตามอาจถึงขั้นยกเลิกจุดตั้งวินมอเตอร์ไซค์จุดนั้นๆต่อไป

ถึงคิวปราบ "มอเตอร์ไซค์" บนทางเท้า ล็อคล้อ-ปรับหนัก-ติด "เอสการ์ด"

ขออำนาจ "ล็อคล้อ" จอดบนฟุตบาท

ด้านเจ้าหน้าที่เทศกิจ หนักใจในการกวดขันกับผู้ฝ่าฝืนไร้จิตสำนึกไม่เว้นแต่ละวัน สะท้อนได้จาก กุมภา สรรพสอน หัวหน้าฝ่ายเทศกิจ สำนักงานเขตคลองเตย กล่าวว่า ทางสำนักงานเขตคลองเตยได้ติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ห้ามมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ขึ้นใช้พื้นที่บนฟุตปาท ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ให้อย่างเด่นชัดแต่ยังคงมีผู้ขับขี่ฝ่าฝืนอยู่เป็นประจำ ยอมรับว่าไม่สามารถดำเนินการจับปรับได้ เพราะการจับปรับต้องพาตัวผู้ฝ่าฝืนมายังสำนักงานเขตก่อน ซึ่งยากลำบากมาก เนื่องจากผู้กระทำผิดต้องร่วมมือขี่รถตามมา และหลายครั้งที่ไม่ยอมมาโดยอ้างเหตุผลหลากหลาย จึงทำได้แค่เตือนไปเท่านั้น

“ส่วนสรรพกำลังเจ้าหน้าที่เทศกิจ มีเพียง 65 คน ซึ่งต้องทำหลายหน้าที่ไม่สามารถกระจายกำลังไปเฝ้าดูพวกฝ่าฝืนได้ทุกจุด ดังนั้นจึงขอเสนอให้เพิ่มอำนาจเทศกิจสามารถทำการล็อคล้อได้ เพื่อสร้างความเกรงกลัวมากขึ้น”กุมภา กล่าว

อย่างไรก็ตามสำนักงานเขตดินแดง ได้เริ่มทำโครงการ เอสการ์ด (S-GUARD ) ลักษณะเป็นแท่งเหล็กสูงประมาณ 100เซนติเมตร จำนวน 10 แท่ง มาติดตั้งบริเวณทางลาดเอียงฟุตปาท ด้วยการวางเป็นแนวสลับกันไปมาห่างระยะ 30เซนติเมตร สามารถป้องกันไม่ให้รถจักรยานยนต์ขึ้นมาบนฟุตปาท แต่เก้าอี้เวิลแชร์ของผู้พิการยังคงเข็นผ่านไปได้

ติดเอสการ์ด กันมอเตอร์ไซค์

ประเสริฐ สกุลทองอร่าม ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตดินแดง กล่าวว่า เอสการ์ด เป็นนวัตกรรมที่นำมาทดลองใช้เพื่อป้องปรามหรือป้องกันไม่ให้มีการขับรถจักรยานยนต์ขึ้นทางเท้า ซึ่งได้นำแท่งเหล็กเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว มาดัดแปลงติดตั้งเป็นเสาปักอยู่กับพื้น โดยที่มาของแนวคิดนี้เกิดจากอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตมีน้อย ประกอบกับมีภาระกิจอื่นๆที่ต้องดำเนินการ ไม่สามารถคอยจับหรือกวดขันผู้กระทำผิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะป้องปรามไม่ได้ทั้งหมด อย่างน้อยก็ลดผลกระทบกับผู้ใช้ทางเท้าได้ระดับหนึ่ง เพราะการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน คือการ สร้างจิตสำนึกให้ผู้ใช้รถใช้ถนน เคารพกฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

ด้าน ชาตรี วัฒนเขจร ผู้อำนวยการเขตราชเทวี กล่าวว่า เอสการ์ด ทำหน้าที่กั้นจักรยานยนต์ขึ้นไปขับขี่บนทางเท้าได้แค่ช่วงหัว-ท้ายฟุตปาท  ส่วนตัวเชื่อว่าคงไม่สามารถป้องกันผู้มักง่ายจอดรถบนทางเท้าได้ เพราะระหว่างทางเท้าสามารถยกรถ หรือนำหินมาวางเป็นทางขึ้นเพื่อให้รถสามารถขึ้นไปจอดทางเท้าได้ ที่ผ่านมาพื้นที่เขตราชทีวี ถือเป็น 1 ใน 6 พื้นที่ที่พบปัญหาการขับขี่รถบนทางเท้าเป็นจำนวนมาก

ดังนั้นแนวทางแก้ไขปัญหาเบื้องต้น นอกจากกวดขัน ตักเตือน เปรียบเทียบปรับผู้ขับขี่รถบนทางเท้าแล้ว จะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมมือดำเนินกานนำโซ่ร้อยรถที่จอดบนทางเท้าอีกด้วย ซึ่งกฏหมายต้องแรงและเข้มข้นมากกว่านี้

ถึงคิวปราบ "มอเตอร์ไซค์" บนทางเท้า ล็อคล้อ-ปรับหนัก-ติด "เอสการ์ด"

เสียงจากนายกฯ วินจยย.รับจ้าง “ผมเห็นด้วย”

หากมาตรการดังกล่าวถูกบังคับใช้อย่างจริงจังแล้ว ผู้ที่ได้รับผลกระทบคงหนีไม่พ้นกลุ่มวินจักรยานยนต์รับจ้าง ที่ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางส่วนของพวกเขา เข้ายึดครองพื้นที่ฟุตบาทเพื่อตั้งวิน และวิ่งหากินบนทางเดินของประชาชน

แต่อีกด้านก็ไม่อาจบอกว่ารถจักรยานยนต์รับจ้างไม่จำเป็นสำหรับชีวิตคนเมืองกรุง เพราะในภาวะเร่งรีบ การปีนป่ายฟุตบาทเพื่อขับขี่ ก็เป็นทางเลือกที่ลึกๆ ในใจของผู้ใช้บริการปราถนาเช่นกัน นั่นเพราะมันรวดเร็ว ถึงที่หมาย แม้จะเสี่ยงต่ออุบัติเหตุมากก็ตาม

เฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย และอีกหนึ่งบทบาทในฐานะหัวหน้าวินลาดพร้าว 101 พูดถึงเรื่องนี้ว่า เห็นด้วยหากว่าการเปลี่ยนแปลงนั่น นำไปสู่เรื่องที่ดีในสังคม แต่กระนั้น กทม.เองก็ต้องยอมรับด้วยว่าในทุกวันนี้ พ่อค้าแม่ขายที่ขายของตามฟุตบาทยังมีอยู่จำนวนไม่น้อย และก็กีดขวางการจราจรบนทางเท้าด้วย กทม.ก็ต้องจัดการอย่างจริงจังด้วยเช่นกัน

เฉลิม ท้าวความถึงอดีตที่มีการพูดคุยเรื่อง “ฟุตบาท” กับกทม.ว่า ก่อนจะมีการปฏิวัติรัฐประหาร มีการถกกันถึงเรื่องนี้ระหว่างคนขับวิน กับกทม. ข้อสรุปขณะนั้นคือ หากฟุตบาทใดมีความกว้างเกินกว่า 1 เมตร ก็ขอให้ขีดเส้นกำกับเพื่อให้จอดรถจักรยานยนต์รับจ้างได้ แต่ถ้าพื้นที่ใดมีระยะไม่ถึง ทางวินก็จะไม่จอด และแน่นอนว่าการขับรถบนทางเท้า วินยอมรับว่ามีจริง แต่ก็ได้พูดคุยกับสมาชิกว่าอย่าได้ทำเช่นนั้นอีก

"กทม.คุยกับวินถึงขนาดที่ว่าจะของบประมาณจัดทำพื้นที่วินถาวรให้เป็นระเบียบให้ แต่แล้วก็มาบอกว่าไม่มีงบประมาณทำให้ ทำให้วินก็ต้องอยู่กันไปอย่างนั้น วันนี้เขาจะมาปราบ เราก็เห็นด้วยเพราะมันไม่มีระเบียบจริง แต่หากทำแล้วบ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง วินก็ยอมรับ มันเป็นวัฏจักร แต่คงมีแรงต้านบ้าง”

“ผมยอมรับว่าเหนื่อยที่จะคุยกับคนในวิน หรือสมาชิกวินอื่นๆ เพราะเขาอ้างว่าเคยทำมา จะเป็นไรไป ขับระวังกันอยู่แล้ว ไม่มีชนใครเขาหรอก แต่จริงๆ มันคือเรื่องความเป็นระเบียบ และวินัยการอยู่ร่วมกันในสังคม ผมเตือนเขาแล้วว่าทางการจะเอาจริงนะ จะจับปรับจริงจัง เขาก็ไม่ฟังผมเลย ท้ายสุดได้แต่บอกพวกเขาที่ชอบฝ่าฝืนไปว่า ถ้าเกิดเรื่อง อย่ามาขอให้ผมเสนอหน้าไปช่วยก็แล้วกัน เพราะผมไม่ช่วยแน่ๆ” เฉลิม เล่า

อย่างไรก็ตาม สำหรับทิศทางในอนาคต เฉลิมยอมรับว่าตั้งความหวังไว้กับการพัฒนาเทคโนโลยีแอพลิเคชั่นเพื่อใช้เรียกรถจักรยานยนต์รับจ้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยต่อไปประชาชนคงจะไม่ได้เห็นภาพวินตั้งอยู่ในจุดประจำแล้ว เพราะอาจจะต้องเรียกใช้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือ

“ผมว่าต่อไปจะต้องเป็นแบบนี้ วินเองก็ต้องปรับตัว ไม่ปรับคุณก็อยู่ไม่ได้ เทคโนโลยีแอพลิเคชั่นตัวนี้จะเข้ามามีบทบาทต่อการทำมาหากินของพวกเรา ผมยอมรับว่าวินคือเอกลักษณ์ของเมืองหลวง ไม่มีคงไม่ได้ แต่อีกมุมก็อยากให้ภาครัฐเข้ามาทำให้ดี จัดระเบียบให้ดี แต่อย่าเอารัดเอาเปรียบชาววิน” เฉลิม ย้ำทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง