
โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยน ส่งออกหน้าใหม่เกิดยาก
แม้ว่าการส่งออกสิ้นปี 2559 ตัวเลขจะออกมาเป็นบวก แต่ก็อยู่ในระดับปริ่มน้ำ คือ เพิ่มขึ้นเพียง 0.45%
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
แม้ว่าการส่งออกสิ้นปี 2559 ตัวเลขจะออกมาเป็นบวก แต่ก็อยู่ในระดับปริ่มน้ำ คือ เพิ่มขึ้นเพียง 0.45% ซึ่งก็ยังมีคำถามอยู่ว่า จะฟื้นตัวเช่นนี้ได้นานเพียงใดภายใต้ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
การส่งออกของไทยที่ขยายตัวได้ไม่มาก ทำให้ภาระการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังตกอยู่กับการลงทุนภาครัฐ เห็นได้จากปี 2560 นี้ รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณกลางปีอีก 1.9 แสนล้านบาทและเป็นเงินกู้ทั้งหมด ซึ่งการเติบโตของเศรษฐกิจผ่านเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนได้ และยังกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะในระยะยาวด้วย
ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงพยายามกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนด้วยมาตรการต่างๆ เช่น การขยายระยะเวลาภาษีกระตุ้นการลงทุนด้วยการหักลดหย่อนค่าใช้จ่าย 1.5 เท่าไปถึงสิ้นปี 2560 การมีผลบังคับใช้ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ ที่จะมีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 13 ปี สำหรับกิจการที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง การวิจัยและพัฒนา จากเดิมที่เคยยกเว้นสูงสุดไม่เกิน 8 ปี เป็นต้น
แต่มาตรการดังกล่าวก็ต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าที่เอกชนจะตัดสินใจลงทุน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดผลสำรวจที่บริษัททั่วประเทศกว่า 270 แห่ง พบว่า 65% ไม่มีแผนจะลงทุนเพิ่ม หรือจะลงทุนเพิ่มก็เพื่อซ่อมแซมเครื่องจักรเก่าเท่านั้น
สาเหตุที่ยังไม่ตัดสินใจลงทุน นอกจากการฟื้นตัวการค้าโลกยังเปราะบางแล้ว ผู้ประกอบการยังกังวลความไม่แน่นอนในหลายด้าน ทั้งความต่อเนื่องด้านนโยบายของภาครัฐ ปัญหาต้นทุนการทำธุรกิจ คุณภาพแรงงาน การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีหลายๆ ด้านที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกของไทยจะลดความสำคัญในการเป็นตัวขับเคลื่อนจีดีพีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีความพยายามที่จะหาจุดอ่อนการส่งออกไทย เพื่อปรับปรุงเพิ่มศักยภาพให้การส่งออกกลับมาเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เหมือนที่ผ่านมา
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทศพล อภัยทาน นักวิจัยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (สศป.) เสนอให้มีนโยบายสนับสนุนผู้ประกอบการส่งออกหน้าใหม่ ที่มีการส่งออกสินค้าใหม่ และไปสู่ตลาดใหม่ ขึ้นมาเพื่อเป็นอีกแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ ข้อเสนอมาจากการสังเคราะห์ข้อมูลส่งออก 15 ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี 2544-2558 พบว่า ในช่วงแรกปี 2544-2550 นั้น การส่งออกของไทยถูกขับเคลื่อนโดยผู้ส่งออกหน้าเก่าเป็นหลัก แต่ต่อมาปี 2550-2554 ผู้ส่งออกหน้าเก่าเริ่มลดสัดส่วนลงมาใกล้เคียงผู้ส่งออกหน้าใหม่ จนปี 2554-2558 การเติบโตหลักของการส่งออกมาจากผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีมูลค่ารวมเติบโต 2.4% ขณะที่ผู้ส่งออกหน้าเก่ามีมูลค่าการส่งออกหดตัว หรือ -0.5%
ทศพล ระบุว่า สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนถึงความยากลำบากในการปรับตัวของผู้ส่งออกหน้าเก่าที่ส่งออกสินค้าเดิม ในตลาดเดิม และเป็นอีกสาเหตุนอกเหนือจากการค้าโลกซบเซา ที่ทำให้การส่งออกของไทยในระยะหลังไม่สามารถเติบโตได้สูงเหมือนในอดีต
อย่างไรก็ตาม บทวิจัยชิ้นนี้ยังไม่มีการนำเสนอว่านโยบายในการสนับสนุนผู้ส่งออกหน้าใหม่ควรทำอย่างไร แต่ได้ชี้ว่านโยบายค่าเงินไม่น่าจะมีผลอะไรกับการส่งออก เพราะพบว่าผู้ส่งออกรายใหญ่ 5% แรก หรือประมาณ 1,825 บริษัท ที่มีการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 80-90% ของการส่งออกทั้งหมดนั้น เป็นผู้นำเข้าด้วยประมาณ 89% และอยู่ในผู้นำเข้ารายใหญ่ถึง 63%
อย่างไรก็ตาม อมรเทพ จาละวา ผู้อำนวยการอาวุโสสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในเชิงวิชาการ ข้อเสนอการสนับสนุนผู้ส่งออกหน้าใหม่ อาจเป็นดาบสองคม หากผู้ส่งออกหน้าใหม่หมายถึงกลุ่มสตาร์ทอัพ หรือ เอสเอ็มอีแล้ว เพราะมีความกังวลว่าผู้ประกอบการเหล่านี้จะมีความสามารถที่จะเข้าไปแข่งขันในสนามที่ผู้ประกอบการหน้าเก่ารายใหญ่ได้หรือไม่
ทั้งนี้ การส่งออกของไทยมีแนวโน้มจะหดตัวติดต่อกัน 3 ปีซ้อน คือปี 2557-2558 และปี 2559 หากถอดการส่งออกสินค้าทองคำออกไป มูลค่าการส่งออกก็อาจจะติดลบ 1% สะท้อนว่า การส่งออกที่เป็นบวกนั้นไม่ยั่งยืน ซึ่งต้องติดตามตัวเลขการส่งออกเดือน ม.ค.-ก.พ. 2560 นี้ว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากเดือน ธ.ค.หรือไม่ ถ้ายังไม่ฟื้นตัว การเพิ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าไปในขณะที่ตลาดโลกชะลอ ก็อาจจะเป็นปัญหาได้
นอกจากนี้ การเพิ่มผู้ส่งออกหน้าใหม่ที่ส่งออกสินค้าใหม่ๆ ประเด็นคือ ผู้ส่งออกหน้าใหม่จะเอาสินค้าใหม่ๆ จากไหนมาส่งออก เพราะการผลิตสินค้าใหม่ได้ต้องมีการลงทุน ขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แต่ไทยเรามีการลงทุนภาคเอกชนติดลบมา 2 ปีแล้ว (2557-2558) และปี 2559 ที่ผ่านมา แม้การลงทุนภาคเอกชนไตรมาสแรกจะโตได้ 2% แต่พอไตรมาส 2 การเติบโตเหลือ 0.2% พอไตรมาส 3 ก็ติดลบ 0.5% และไตรมาส 4 แนวโน้มจะติดลบ 4% ทำให้ปี 2559 ทั้งปีอาจจะติดลบอีก 1 ปี เป็นปีที่ 3 เหมือนการส่งออก
สุดท้าย อมรเทพ ยังระบุด้วยว่า ผู้ส่งออกหน้าใหม่ยังต้องเผชิญกับอุปทานส่วนเกินในตลาดโลกที่มาจากการผลิตของจีน และต้องระบายสินค้าส่วนเกินออกในตลาดโลกอีกด้วย
ทั้งนี้ ในสุนทรพจน์ ของ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ตอนหนึ่งก็ยอมรับว่า การส่งออกของไทยกระจุกตัวอยู่กับผู้ส่งออกรายใหญ่ถึง 88% ของมูลค่าส่งออกรวม ขณะที่ผู้ส่งออกรายเล็กก็มีปัญหาว่าอยู่รอดยาก และเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่เศรษฐกิจไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกจากไทย
เมื่อดูปัจจัยทั้งหมดนี้ จะพบว่า การสนับสนุนผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่บุกเบิกสินค้าใหม่ และตลาดใหม่นั้น มีอุปสรรคพอสมควร จากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและการค้าโลกที่เปลี่ยนไป แต่หากไม่มีนโยบายที่จะสนับสนุนผู้ส่งออกหน้าใหม่อย่างเหมาะสม การพึ่งพาผู้ส่งออกรายเดิม ด้วยนโยบายเดิม ก็อาจจะทำให้การส่งออกของไทยเติบโตได้เล็กน้อยหรือถึงขึ้นถดถอยอีกครั้งได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว







