
แยกแยะโปร่งใส
ท่าทีล่าสุดของกรมธนารักษ์ที่ออกมาอธิบาย การต่อสัญญาบริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ตามมติคณะรัฐมนตรีแบบเงียบๆ
ท่าทีล่าสุดของกรมธนารักษ์ที่ออกมาอธิบาย การต่อสัญญาบริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ตามมติคณะรัฐมนตรีแบบเงียบๆ เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ฟังดูแล้วยังเต็มไปด้วยข้อกังขาว่าการต่อสัญญาดังกล่าวรักษาประโยชน์ส่วนรวมมากเต็มกำลังขนาดไหน หลังเกิดคำถามทั่วไปว่า ควรจะแยก 2 เรื่องนี้ออกจากกัน ระหว่างสัญญาเช่าเดิมที่มีปัญหาก็เจรจาต่อรองกันไป ส่วนสิทธิในการรับบริหารพื้นที่ทำเลทองใจกลางเมืองดังกล่าว ควรแยกออกมาเปิดประมูลทั่วไป เพื่อหาผู้เสนอประโยชน์ให้กับส่วนรวมสูงสุดไม่ดีหรือ
ทั้งนี้ เพราะตามที่กรมธนารักษ์ชี้แจงถึงเหตุผลที่ต่อสัญญากับบริษัทเอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ เพื่อเดินหน้าโครงการพัฒนาที่ราชพัสดุ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตาม ครม.เห็นชอบ หลังกระทรวงการคลังเสนอวันที่ 17 ม.ค. ว่าเป็นเรื่องที่ทำตามขั้นตอน เพราะก่อนจะเสนอ ครม. ได้ทำเรื่องขอความเห็นจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
กรณีนี้ทางกฤษฎีกาเห็นว่าเอกชนไม่ได้ทำผิดสัญญา ทำให้ยกเลิกสัญญาไม่ได้ เรื่องนี้ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ดังนั้นกฤษฎีกาจึงมีความเห็นว่าให้แก้สัญญาและให้เอกชนให้ผลประโยชน์แก่รัฐมากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังได้ทำหนังสือถึงอัยการให้ตรวจสอบแล้ว ก็ไม่มีความเห็นเพิ่มเติมอะไร
ส่วนที่ไม่เลือกแนวทางเปิดประมูลใหม่ เพราะเอกชนไม่ผิด แต่เกิดเหตุสุดวิสัยที่มีการแก้ผังเมือง ถ้าจะประมูลใหม่ต้องยกเลิกสัญญาเดิม ก็จะมีปัญหาเอกชนต้องฟ้องร้อง หากเป็นคดีความก็น่าจะใช้เวลา 15 ปี หรืออีก 20 ปี ทรัพย์สินที่รัฐควรจะได้ก็ไม่มีค่า
ขณะที่ประเด็นการทำสัญญาดังกล่าวมีมูลค่าเกินพันล้านบาทต้องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุน ทางกรมธนารักษ์ชี้แจงว่า กรณีนี้เป็นการต่อสัญญาจึงไม่ต้องทำตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนใหม่ และในการคิดค่าตอบแทน ได้จ้างที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาดูเรื่องความคุ้มทุน โดยคณะกรรมการกำกับดูแลได้ข้อสรุปให้บริษัท เอ็น.ซี.ซี. ได้สิทธิบริหารสัญญา 50 ปี และสร้างศูนย์ประชุมใหม่ รวมที่จอดรถ แต่ไม่ต้องก่อสร้างโรงแรม 4-5 ดาว ขนาด 400 ห้อง ที่ติดปัญหาผังเมืองตามสัญญาเดิมแล้ว ซึ่งเอกชนจะลงทุนรวมไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านบาท ให้ผลตอบแทนกับกระทรวงการคลังประมาณ 1.89 หมื่นล้านบาท หรือจ่ายผลตอบแทนเฉลี่ยปีละแค่ 378 ล้านบาท หรือเดือนละกว่า 12 ล้านบาท
ภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่า จากสัญญาที่ธนารักษ์ทำกับบริษัทเอ็น.ซี.ซี. ที่เกิดเหตุสุดวิสัยในระยะที่ 3 สัญญา 29 ปี แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 ระยะ 4 ปี เริ่มวันที่ 9 เม.ย. 2539 เป็นช่วงออกแบบและก่อสร้างสิ่งที่เอกชนจะต้องลงทุนสร้างให้เสร็จปี 2543 ส่วนช่วง 2 ระยะ 25 ปี หรือหมดสัญญาปี 2568 เป็นช่วงหาประโยชน์ แต่จากเหตุสุดวิสัยผังเมืองห้ามสร้างอาคารสูง ทำให้สร้างโรงแรมไม่ได้และเป็นปัญหามาถึงขณะนี้
อย่างไรก็ตาม บนปัญหาที่ยังยืดเยื้อ แต่ ครม.กลับเห็นชอบอย่างไม่น่าจะชอบมาพากล กลัวเอกชนจะฟ้องร้องยืดเยื้อทำให้หารายได้จากทรัพย์สินไม่เต็มที่ ทว่าประโยชน์ที่คิดจากเอกชน กลับเรียกแค่เดือนละ 12 ล้านบาท ได้บริหารศูนย์ประชุมที่จะขยายพื้นที่เพื่อการพาณิชย์และที่จอดรถรวมกว่า 1.8 แสนตารางเมตร บนทำเลใจกลางเมืองมีรถไฟฟ้าผ่าน สิ่งนี้เป็นประโยชน์ที่คุ้มจริงหรือ
ดังนั้น จึงอยากให้รัฐเปิดผลศึกษาความคุ้มทุน และหาเหตุผลว่าไม่เลือกแนวทางเปิดประมูลแข่งเสนอผลประโยชน์ให้ฟังขึ้นมากกว่านี้ไม่เช่นนั้นการทำสัญญาครั้งนี้เชื่อแน่ว่าคงจะมีปัญหาตามมาให้สะสางไม่แพ้กรณีการบินไทยและกลุ่ม ปตท.แน่







