posttoday

สอบตกปราบทุจริต แผลใหญ่ ‘คสช.’

27 มกราคม 2560

การปราบปรามการทุจริตถือเป็นหนึ่งนโยบายสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปราบปรามการทุจริตถือเป็นหนึ่งนโยบายสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นับตั้งแต่รัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

การให้ความสำคัญดังกล่าวของ คสช.สะท้อนได้จากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 35 ที่บัญญัติถึงขั้นตอนการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่จะต้องวางหลักการเกี่ยวกับการปราบโกงเอาไว้ด้วย

“คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องดังต่อไปนี้ด้วย...

(3) กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งกลไกในการกํากับและควบคุมให้การใช้อํานาจรัฐเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและประชาชน” สาระสำคัญของมาตรา 35

ถือเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดรูปแบบโครงสร้างของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในรูปแบบลายลักษณ์อักษร ต่างจากเดิมที่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะออกแบบโดยคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า

ไม่เพียงเท่านี้ คสช.ยังใช้กลไกพิเศษอย่างมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตแบบเร่งด่วน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า คสช.เอาจริงกับการเรื่องนี้ด้วยโยกย้ายข้าราชการที่ถูกตั้งข้อสงสัยออกจากตำแหน่งที่เป็นการชั่วคราว เพื่อไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับหลักฐานในคดี

แต่กระนั้น ไม่ว่า คสช.ก็ยังเจอกับแรงเสียดทานที่ว่าด้วยความโปร่งใสอยู่ดี เช่น กรณีลูกนายทหารใหญ่ของกระทรวงกลาโหมบางคนไปตั้งบริษัทในสถานที่ราชการเพื่อรับงานของทางราชการ เป็นต้น

ถึงจะยังไม่มีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์ว่ากรณีนั้นมีการกินสินบาทคาดสินบน แต่ คสช.กลับต้องเจอข้อกล่าวหาที่หนักหน่วงยิ่งกว่า คือ ธรรมาภิบาลและสองมาตรฐาน ซึ่งมีแต่ คสช.ที่ทราบดีว่าตัวเองสลัดข้อหานี้ได้พ้นตัวอย่างสมบูรณ์หรือไม่

มาถึงจุดนี้ คสช.ก็สามารถยืนอยู่ในฐานที่มั่นตัวเองได้อย่างมั่นคง เพราะฝ่ายตรงข้ามไม่ใช้ประเด็นนี้มาขยายผลเพื่อบั่นทอนความชอบธรรมของ คสช.ได้เท่าไหร่นัก เพราะ คสช.เองยังคงได้รับการสนับสนุนให้ทำงานต่อไป

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน สถานะของ คสช.อาจไม่มั่นคงเหมือนในอดีต ภายหลังองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เผยแพร่รายงานการจัดอันดับความโปร่งใสประจำปี 2559 พบว่าไทยมีอันดับตกลง โดยอยู่ในอันดับ 101 มี 35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน

เปรียบเทียบกับการจัดอันดับประจำปี 2558 ไทยได้คะแนน 38 คะแนน อยู่อันดับ 76 จาก 168 ประเทศและดินแดน แต่ล่าสุดกลับมีอันดับแย่ลงอย่างน่าตกใจ เพราะอันดับของไทยที่ได้รับนั้นเทียบเท่ากับประเทศกาบอง ไนเจอร์ เปรู ฟิลิปปินส์ ติมอร์เลสเต และตรินิแดดและโตเบโก

ในรายงานการจัดอันดับความโปร่งใสให้เหตุผลถึงอันดับที่ตกลงของไทยไว้น่าสนใจ เพราะเป็นการเอาดัชนีเรื่องความเป็นประชาธิปไตยมาเป็นตัวชี้วัดด้วย

“การขาดการตรวจสอบอย่างอิสระ และการลดทอนสิทธิเสรีภาพ ได้ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนในประเทศนี้

เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่แม้จะเน้นด้านการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างมาก แต่ยังคงปกป้องอำนาจของกองทัพและขาดการตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการคืนสู่การปกครองโดยพลเรือนตามระบอบประชาธิปไตยในท้ายที่สุด” เนื้อหาบางส่วนของรายงาน

ที่ผ่านมา คสช.พยายามประกาศต่อสาธารณะมาตลอดว่าตัวเองเคารพประชาธิปไตย บริหารประเทศด้วยความโปร่งใส เพราะไม่ได้เป็นนักการเมือง จึงไม่จำเป็นต้องเห็นแก่ประโยชน์ของพวกพ้อง นอกจากผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ แต่เมื่อรายงานขององค์กรระหว่างประเทศออกมามีเนื้อหาที่สวนทางกับสิ่งที่ คสช.ประกาศไว้อย่างสิ้นเชิง จึงไม่ต่างอะไรกับการที่ คสช.ถูกตบหน้าเข้าอย่างจัง

ผลการสำรวจที่ออกมาสร้างความหัวเสียให้กับ คสช. รวมไปถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่พอสมควร

“อย่าลืมว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในอดีต ปัจจุบันสั่งการให้ตรวจสอบทั้งหมด ร้องเรียนให้หน่วยงานหรือองค์กรอิสระดูแลทั้งหมดอยู่แล้ว ไม่เคยไปห้ามใครเลย ตรวจสอบอะไรก็ตรวจสอบไป นี่คือการบริหารราชการแผ่นดินมาโดยตลอด” ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์

จากนี้ไปแน่นอนว่า คสช.ต้องเจอกับแรงปะทะครั้งสำคัญที่อาจรุนแรงกว่าที่เคยเจอมา

ต้องไม่ลืมว่าอันดับความโปร่งใสของไทยที่ตกลงย่อมมีผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนทั้งจากในและนอกประเทศ

หากภาพลักษณ์ของไทยมีปัญหา นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็อาจไม่ได้ผลตามที่ คสช.และรัฐบาลหวังไว้

ยิ่งไปกว่านั้นจะเป็นปัจจัยที่บีบให้ คสช.ไม่กล้าใช้มาตรา 44 เพื่อเร่งรัดขั้นตอนการล้างบางการทุจริตตามใจได้เหมือนอย่างที่ผ่านมา เพราะอันดับความโปร่งใสที่ปรากฏออกมานั้นเป็นการตอกย้ำว่าการใช้อำนาจพิเศษเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยให้ทิศทางการปราบปรามการทุจริตดีขึ้นได้

ถึงเวลาแล้วที่ คสช.ต้องมาให้ความสำคัญกับการปราบทุจริตอย่างจริงจังภายใต้กติกาที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ไม่ใช่เน้นแต่ความรวดเร็วเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น ถ้าในอนาคตภาพลักษณ์ของไทยในเรื่องดังกล่าวยังไม่ดีขึ้น ข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตที่ คสช.เคยมอบให้กับอีกฝ่าย จะย้อนกลับเข้าตัวในแบบที่ คสช.คาดไม่ถึง

ข่าวล่าสุด

ดงตาลเรซซิ่ง ม.เกษตรฯ คว้าแชมป์ TSAE Auto Challenge สมัยที่ 6