posttoday

พลิกพิมพ์เขียวหาบทสรุปสมานฉันท์

27 มกราคม 2560

เริ่มออกสตาร์ทเรียบร้อยสำหรับ การเดินหน้าสร้างความปรองดอง โดยคณะอนุกมธ. ที่มี สังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธาน

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เริ่มออกสตาร์ทเรียบร้อยสำหรับ การเดินหน้าสร้างความปรองดอง โดยคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษา รวบรวมความคิดเห็นวิเคราะห์และสังเคราะห์ ประเด็นการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการสร้างความปรองดองทางการเมือง ใน กมธ.การเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ที่มี สังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธาน

โดยนำผลสรุปจาก 9 คณะที่ได้ศึกษาไว้แล้วมาเป็นพื้นฐานต่อยอด หากส่องเนื้อหาแต่ละชุดที่มีความคล้ายคลึงกัน อาทิ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งสรุป 6 ประเด็นสำคัญ อาทิ

1.สร้างความเข้าใจร่วมของสังคมต่อเหตุแห่งความขัดแย้ง โดยใช้กิจกรรมรูปแบบต่างๆ เช่น สังเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นจากรายงานผลการศึกษาและเอกสารต่างๆ เพื่อป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

2.แสวงหาและเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง โดยรวบรวมข้อเท็จจริง แรงจูงใจการละเมิดกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และนำมาสรุปบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้ต้องประสบกับวิกฤตการณ์อีก

3.อำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดและการให้อภัย โดยนำหลัก และกระบวนยุติธรรมเชิงสมานฉันท์  ที่ให้ความสำคัญกับผู้เสียหายเป็นอันดับแรก ซึ่งกระทำได้โดยอาศัยกลไกตามกฎหมายที่มีในปัจจุบันและการตรากฎหมายพิเศษ เพื่อกระบวนการยุติธรรมสำหรับการปรองดองและสมานฉันท์

4.เยียวยาและการฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ ทุกฝ่ายจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ พ.ศ.2548-2557 โดยมีมาตรการในส่วนที่เป็นเงินและไม่ใช่ตัวเงิน รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์ฐานการคิดคำนวณอัตราในการชดเชยความเสียหายและการเยียวยา

ขณะที่ สถาบันพระปกเกล้า ได้ทำข้อเสนอต่อคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2555 ต่อกระบวนการสร้างความปรองดอง โดยต้องอาศัยการพูดคุยแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ รวมทั้งต้องเปิดเผยความจริงโดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งอื่นๆ ตามมาในอนาคต และศึกษาเหตุการณ์สำคัญไว้เพื่อการเรียนรู้ มิให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งอีกครั้ง
  
ส่วนการสร้างบรรยากาศปรองดองเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำควบคู่ไปกับแนวทางกฎหมาย และการบริหารเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งแนวทางนี้จะต้องถูกผลักดันโดยรัฐบาลในฐานะเจ้าภาพหลักสื่อสารกับสังคม และรัฐควรแสดงเจตจำนงทางการเมือง รวมทั้งมีแนวทางที่เป็นรูปธรรม

สำหรับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ได้จัดทำรายงาน พ.ศ. 2555 เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยเน้นผู้เกี่ยวข้องความ ขัดแย้งทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐบาล พรรคการเมือง กลุ่มบุคคล และองค์กรต่างๆ จะต้องร่วมกันสร้างบรรยากาศปรองดอง

นอกจากนี้ ควรนำหลักวิชาการเกี่ยวกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ มาศึกษาและปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ประเทศ เพื่อดึงทุกฝ่ายออกมาร่วมกันแก้ไขปัญหา และการชดเชยเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงทางการเมือง

ส่วนรายงานของ คณิต ณ นครประธานกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้ทำข้อเสนอแตกต่างจากชุดอื่น อาทิ ให้แก้ไขกฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพราะเกรงจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ขณะเดียวกัน การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความแตกแยก ส่วนการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพและทหาร โดยเฉพาะการรัฐประหารส่งผลให้สังคมไทยขาดโอกาสเรียนรู้จัดการวิกฤตการณ์ทางการเมืองตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย ทำให้ความขัดแย้งการเมืองที่เกิดขึ้นมีความสลับ ซับซ้อนและบานปลาย

ข่าวล่าสุด

หางดงไม่ห่างเหิน! "เท้ง" แอ่วเหนือ ช่วย “ตี๋ ภัทรพงษ์” หาเสียง