"ประกันทุ่มโปร" หวังดึงสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ สวนทางเสียงค้าน
การโอนสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการจากกรมบัญชีกลาง ให้บริษัทประกันเข้ามาบริหารหลังได้รับเสียงคัดค้านจากสังคมอย่างกว้างขวาง
โดย...วิรวินท์ ศรีโหมด
การโอนสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการจากกรมบัญชีกลาง ให้บริษัทประกันเข้ามาบริหารหลังได้รับเสียงคัดค้านจากสังคมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะข้าราชการ จนทำให้ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ต้องออกมาหยุดกระแสสังคม โดยระบุว่า กระทรวงการคลังได้หยุดจ้างบริษัทประกันเข้ามาบริหารจัดการแล้ว เนื่องจากมีผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่ยังคงต้องศึกษาว่า การจ้างให้บริษัทประกันกับกรมบัญชีกลางบริหารรูปแบบใดจะมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่กระทรวงการคลังหวังควบคุมงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และทำให้เกิดการรั่วไหลน้อยสุด ซึ่งดูแล้วประเด็นนี้อาจไม่ได้จบเสียทีเดียว
ดังนั้นประเด็นดังกล่าวจึงเป็นที่มาให้ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดงานสัมมนาหัวข้อเรื่อง "สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการไทย โอนสิทธิให้บริษัทประกันภัยดูแล ใครได้ ใครเสีย?" เพื่อเป็นเวทีสะท้อนเสียงของผู้แทนฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
วราวรรณ เวชสัสถ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ธุรกิจประกันภัยปัจจุบันมีเบี้ยมูลค่ารวมกว่า 7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มประกันชีวิต 5.5 แสนล้าน ประกันวินาศภัย 2 แสนล้าน ซึ่งระบบประกันกรมธรรม์สุขภาพมีเงื่อนไข เช่น ถ้ามีเรื่องโรคก่อนทำประกันหรือเป็นโรคภายใน 30 วัน บริษัทประกันจะไม่จ่าย แต่ถ้าบริษัทประกันเข้ามารองรับสิทธิข้าราชการ ประเด็นต่างๆ จะต้องตัดทิ้งทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงของบริษัทประกัน
“เราจะไม่มีเงื่อนไขต่างๆ ความคุ้มครองจะเป็นไปตามสิทธิที่ข้าราชการเคยได้ และบริการทุกอย่างภาคธุรกิจจะต้องดำเนินการให้ดีที่สุด แต่ถึงอย่างไรเรื่องเหล่านี้ยังไม่มีมาตรการว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะทุกอย่างต้องศึกษาวิเคราะห์ เพื่อให้ข้าราชการได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดิม และดีที่สุด”
วราวรรณ กล่าวอีกว่า หลายประเทศหน่วยงานรัฐให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลระบบพื้นฐาน ส่วนนโยบายหน่วยงานภาครัฐจะเข้ามากำหนดเอง เพราะประเทศเหล่านั้นถือว่า งบประมาณดูแลสุขภาพควรมีระบบที่ดี และงบประมาณส่วนนี้จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นประเด็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐ เอกชน ประกันภัย จะต้องร่วมมือกันโดยใช้เครื่องมือทุกอย่างให้ประชาชน
อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ภาพรวมสมาคมฯ.มีความพร้อมที่จะเข้ามาทำ สาเหตุที่เข้ามาไม่ได้หวังผลประโยชน์กำไรอะไร แต่อยากยกระดับธุรกิจขึ้นไป และเพื่อตอบแทนชาติบ้านเมือง ดังนั้นคิดว่าอยากให้รัฐและเอกชนจับมือกัน
เพราะเรื่องสุขภาะของคนไทยถือว่าดีที่สุดในโลกเนื่องจากมี 3 กองทุนหลักในการดูแล คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และประกันสุขภาพข้าราชการ แต่ส่วนตัวเป็นห่วงว่าถ้าหาก 3 กองทุนเดินต่อไปอย่างนี้อีก 20 ปีข้างหน้าโดยไม่เปลี่ยนแปลงอาจล้มลายได้
ทั้งนี้ เชื่อว่าการที่รัฐบาลจะให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลโครงการนี้ภายใต้ 3 เงื่อนไข คือ สิทธิประโยชน์ต้องไม่ถูกลดทอน การบริการต้องเหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิม และงบประมาณรัฐต้องไม่เพิ่มขึ้น ประกันพร้อมอาสาทำ โดยช่วงเริ่มต้นธุรกิจประกันภัย 20-30 บริษัทพร้อมลงทุนค่าบริหารจัดประมาณ 300 ล้านบาทเอง
ส่วนระบบที่นำมาใช้ อาทิ ระยะแรก บริษัทประกันมีระบบที่เชื่อมต่อกับโรงพยาบาล ระบบตรวจสอบดูแลความผิดปกติจากค่ารักษา ระบบการจ่ายยาที่ดีขึ้น ระบบสื่อสารรายละเอียดการดูแลผู้ป่วย พร้อมบริการให้ดีที่สุดเช่นเดียวกับลูกค้าบริษัทประกัน และการจ่ายเงินให้สถานพยาบาลจะเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องจ้างบุคลากรเพิ่มเพราะมีระบบที่ดีอยู่แล้ว
ระยะกลาง ภายใน 2-3 ปี จะพัฒนาระบบข้อมูลให้ดีขึ้น และระยะยาว เมื่อมีฐานข้อมูลการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขที่ดี ก็สามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้วางระบบบริหารจัดการสาธารณสุขของประเทศได้
ขณะที่ นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ ประธานกลุ่มภารกิจบริหารกองทุน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะให้เอกชนเข้ามาบริหาร เพราะไม่มีมาตรการอะไรที่ชัดเจน หากจะให้เอกชนเข้ามาบริหาร และการที่จะให้เอกชนเข้ามาทำเฉพาะเรื่อง อาจทำให้โรงพยาบาลรัฐมีปัญหา เพราะเรื่องนี้ดำเนินการเฉพาะส่วนไม่ได้ ต้องทำทั้งระบบ หรือหากจะให้เอกชนเข้ามารัฐควรคิดให้รอบด้าน
นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป กล่าวว่า การที่รัฐดำเนินการเรื่องนี้เพื่ออยากลดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลและครอบครัวให้ลดลง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา อาทิ ทำให้ระบบข้อมูลการรักษาพยาบาลที่อยู่ในระบบรัฐไหลไปสู่เอกชน ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบในอนาคต และหากการเข้าถึงอาจมีขั้นตอนยุ่งยาก อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของข้าราชการเดิมที่ได้รับ
จากข้อมูลปัจจุบันกรมบัญชีกลางใช้งบประมาณเพียง 0.01% หรือประมาณ 30 ล้านบาท กับบุคลากรประมาณ 30 คนในการบริหารระบบ แต่ถ้าเอกชนเข้ามา คิดว่าไม่สามารถบริหารระบบด้วยงบประมาณเพียงเท่านี้ เพราะเอกชนต้องมีค่าบริหารจัดกาสูง ในสภาวะที่อนาคตประชากรประเทศมีผู้สูงอายุและโรคเพิ่มขึ้น
พลตรีหญิง พูลศรี เปาวรัตน์ นายกสมาคมพิทักษ์สิทธิข้าราชการ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหาของบริษัทประกันที่ผ่านมา เช่น การจ่ายอาจไม่ครอบคลุม ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ดังนั้นการที่รัฐจะยกงบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการให้บริษัทประกัน เพื่อต้องการประหยัดงบ มองว่าเปรียบเสมือนการผลักไสไล่ส่ง เพราะจุดเริ่มต้นที่เข้ามารับราชการเพราะหวังพึ่งให้รัฐดูแล
พรวิลัย เดชอมรชัย ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลาง กล่าวว่า สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเป็นสิทธิของบุคลากรที่เข้ามาทำงานในระบบรัฐ จะได้รับสิทธิดูแล เช่น การรักษา บำบัด ฟื้นฟู ดูแลตรวจสุขภาพ แต่ด้วยที่รัฐเป็นองค์กร จึงทำให้โครงการมีงบประมาณสูงขึ้น โดยเหตุผลมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และมีใช้เวชภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่ๆ
ขณะที่การจะนำบริษัทประกันที่มีความเป็นมืออาชีพในการดูแลสุขภาพนั้น หลักการยังไม่ได้มีการโอนสิทธิทุกอย่างให้กับบริษัทประกันทั้งหมด แต่คาดว่าจะนำมาบริหารเท่านั้น ส่วนการเบิกจ่ายยังคงมีบุคลากรของรัฐเข้าไปกำกับดูแล เพราะกรมบัญชีกลางเป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลแต่ไม่มีเครื่องมือ และบุคลากรเฉพาะทาง
สำหรับขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาพัฒนาระบบ ซึ่งกรมจะทำแผนระยะสั้น กลาง และยาว ส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นชอบก่อน ยืนยันว่าการบริหารจัดการเรื่องนี้ทุกคนในภาครัฐต้องได้ประโยชน์ และจะไม่ทำให้สิทธิข้าราชการที่มีอยู่ลดลง


