posttoday
ทรัมป์สกัดดอลลาร์แข็ง สะเทือนทั่วเอเชีย

ทรัมป์สกัดดอลลาร์แข็ง สะเทือนทั่วเอเชีย

20 มกราคม 2560

โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์

โดยปกติที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะค่าเงินเหรียญสหรัฐของตนเอง ไม่ว่าจะอยู่ในทิศทางที่อ่อนค่าเกินไปหรือแข็งค่ามากเกินไปก็ตาม เนื่องจากอาจถือเป็นการส่งสัญญาณแทรกแซงทางอ้อม และส่งผลกระทบต่อตลาดทั่วโลก

การให้สัมภาษณ์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐกำลังแข็งค่ามากเกินไปเมื่อเทียบกับค่าเงินหยวนของจีน และไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ จึงถือเป็นการส่งสัญญาณที่ “ไม่ปกติ” และทำให้ทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศผู้ส่งออกในเอเชียที่มีความอ่อนไหวต่อนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเป็นพิเศษต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากสร้างผลกระทบทางจิตวิทยาได้ชั่วคราว ฉุดให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว 1.3% ระหว่างการซื้อขายจนแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 เดือนไปแล้ว

เพราะหากสหรัฐเกิดการเปลี่ยนทิศทางนโยบายค่าเงินครั้งใหญ่ในยุคของทรัมป์ จากความพยายามแทรกแซงเพื่อฉุดให้เงินอ่อนค่า แทนที่จะเป็นทิศทางแข็งค่าอย่างที่ควรจะเป็น ภายใต้แนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเท่ากับว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกในเอเชียจะเผชิญความเสี่ยงเด้งที่ 2 ซ้ำเติมอีก จากปัจจุบันที่อยู่ในบรรยากาศอันอึมครึมของแนวโน้มลัทธิปกป้องทางการค้า (Protectionism) เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ ที่ต้องกลับมาปวดหัวอีกครั้ง หากทรัมป์เดินหน้านโยบายหยุดการแข็งค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐ หลังมีความหวังว่าการเข้ามาของรัฐบาลทรัมป์จะช่วยทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง และช่วยฟื้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้บ้าง เนื่องจากญี่ปุ่นประสบภาวะเงินฝืดเรื้อรังและค่าเงินเยนแข็งค่ามาโดยตลอด และเพิ่งจะเห็นสัญญาณข่าวดีหลังการเลือกตั้งสหรัฐ วันที่ 8 พ.ย. 2016 ที่ฉุดให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงมาแล้วกว่า 10%

แม้ว่าการส่งออกของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายเดือน แต่ในเดือน พ.ย. มูลค่าการส่งออกสินค้าของญี่ปุ่นพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี ซึ่งเพิ่มขึ้นมา 7.4% จากปีก่อนหน้านี้ โดยมูลค่าการส่งออกไปจีนปรับขึ้นมาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2016 มาอยู่ที่ 4.4% แตะ 1.1 ล้านล้านเยน (ราว 3 แสนล้านบาท)

ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงก่อนหน้านี้ ไม่ได้ส่งผลดีแค่สำหรับการส่งออกเท่านั้น แต่ยังเป็นความหวังของญี่ปุ่นในการต่อสู้กับภาวะเงินฝืดด้วย หลังจากที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ไม่สามารถกระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อขยายตัวแตะเป้าหมาย 2%

“เราคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของญี่ปุ่นจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1% ในช่วงสิ้นปี 2017 เนื่องจากเศรษฐกิจจะได้รับปัจจัยบวกจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบค่าเงินเหรียญสหรัฐ” คิอิจิ มูราชิมะ นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารซิตี้ในญี่ปุ่น กล่าว

ขณะที่เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา บีโอเจได้ประกาศปรับขึ้นประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่แท้จริง ในปี 2017 เป็น 1.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 1.2% โดยคาดหวังว่าอานิสงส์ของค่าเงินเยนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้

อย่างไรก็ดี สัญญาณสกัดค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าของทรัมป์ อาจทำให้บีโอเจต้องกลับมาทบทวนทิศทางนโยบายการเงินใหม่ และอาจไม่สามารถหยุดใช้มาตรการกระตุ้นได้ หลังนักวิเคราะห์บลูมเบิร์กคาดการณ์ว่าบีโอเจแทบไม่มีแนวโน้มใช้มาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมอีกแล้ว ก่อนที่ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการบีโอเจหมดวาระในปี 2018

สำหรับประเทศเอเชียอื่นๆ นั้น การที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐจะหยุดแข็งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจกับประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูงมาก ท่ามกลางการขยายตัวของการค้าทั่วโลกที่ชะลอตัวลง และกระแสปกป้องการค้าจากสหรัฐ ตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้ที่การส่งออกคิดเป็นสัดส่วนราว 46% ของจีดีพี และประกาศปรับลดประมาณการจีดีพีปี 2017 ไปเมื่อไม่นานนี้ ลงมาอยู่ที่ 2.5% จาก 2.8% เช่นเดียวกับสิงคโปร์ ที่บลูมเบิร์กระบุว่า การส่งออกคิดเป็นเกือบ 200% ของจีดีพี เช่นเดียวกับไทยและไต้หวันที่การส่งออกอยู่ที่สัดส่วนเกือบ 80%

อย่างไรก็ตาม ในแง่หนึ่งนั้นต้องยอมรับว่าการลดทอนกระแสค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น และมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นอีกต่อเนื่องในปี 2017 นี้ อันเป็นผลพวงจากมาตรการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และการลงทุนทางการคลังของทรัมป์ที่จะดูดเงินไหลกลับเข้าประเทศจำนวนมากนั้นก็เป็นผลบวกต่อเอเชียด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะประเทศที่เผชิญปัญหาเงินไหลออกอย่างหนักจนฉุดให้ค่าเงินในประเทศอ่อนค่าลงมากเกินไป เช่น จีนและมาเลเซีย โดยบลูมเบิร์กระบุว่า ระหว่างวันที่ 9-18 พ.ย.นั้น นักลงทุนทั่วโลกต่างเทขายหุ้นและตราสารหนี้ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ฝั่งเอเชีย รวมมูลค่า 1.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.86 แสนล้านบาท) หลังทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง

สำหรับมาเลเซียนั้น เผชิญปัญหาค่าเงินริงกิตอ่อนค่าลงอย่างหนักจนรัฐบาลต้องดำเนินมาตรการควบคุมทุนไหลออกอย่างเบาออกมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2016 เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินไม่ให้ดิ่งลงมากเกินไปจนฉุดความน่าเชื่อถือของประเทศ แต่มาเลเซียก็ต่างจากจีนที่ไม่ได้มีทุนสำรองระหว่างประเทศมหาศาลไว้สู้พยุงค่าเงินได้ และไม่สามารถใช้กลไกดอกเบี้ยเข้าช่วยได้เช่นกัน เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งระหว่างการซื้อขายวันที่ 19 ธ.ค. ค่าเงินริงกิตของมาเลเซียร่วงแตะระดับ 4.4805 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินเอเชียปี 1998 และอ่อนค่าหนักสุดในบรรดาสกุลเงินตลาดเกิดใหม่เอเชีย โดยร่วงลงมาแล้วกว่า 6% นับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ขณะที่สำหรับจีนนั้น อาจพอช่วยบรรเทาภาวะค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะทะลุระดับ 7 หยวน/เหรียญสหรัฐ ในปีนี้ เนื่องจากสถานการณ์ทุนไหลออกอย่างหนัก ซึ่งทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงไปแล้ว 6.6% เมื่อเทียบค่าเงินเหรียญสหรัฐ ในปี 2016 ที่ผ่านมา ทำให้จีนต้องนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปใช้อุ้มค่าเงินหยวนไม่ให้อ่อนค่าลงไปอีก และใช้มาตรการต่างๆ เพื่อสกัดเงินทุนไหลออกนอกประเทศ

นอกจากนี้ การพยายามชะลอการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐในอีกทางหนึ่งก็ยังอาจช่วยให้กลุ่มประเทศในเอเชียตั้งแต่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน รอดพ้นจากการถูกหมายหัวขึ้นบัญชีปั่นค่าเงินของสหรัฐ
เพื่อดำเนินมาตรการตอบโต้ทางการค้าตามมาได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ขู่มาตลอดว่าจะจัดการเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผู้นำสหรัฐคนใหม่จะลงมือทำอะไรเพื่อสกัดไม่ให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นมากกว่านี้ได้จริงหรือไม่ เพราะในเชิงพื้นฐานแล้ว ทรัมป์ไม่สามารถเลือกได้ทุกอย่างในคราวเดียวกัน ทั้งการขึ้นดอกเบี้ย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมหาศาล และการมีค่าเงินอ่อนเพื่อเอื้อต่อการผลิตในประเทศ ทว่าการที่เป็นผู้นำนอกกรอบ ซึ่งพูดและทำอะไรต่างจากธรรมเนียมที่ผ่านๆ มาอย่างเกินความคาดหมาย ก็ทำให้โลกนิ่งนอนใจไม่ได้ และต้องจับตาท่าทีของผู้นำสหรัฐคนใหม่นี้อย่างใกล้ชิดต่อไปเช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69